สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ว่า นอกจากกรณีของการประพฤติผิดทางเพศแล้ว จดหมายดังกล่าวยังกำชับให้สถานศึกษา ละทิ้งการตีความใหม่ของกฎหมาย “ไทเทิล 9” (Title IX) ค.ศ. 1972 หรือพระราชบัญญัติการศึกษาของปี 2515 เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางเพศในโรงเรียนของรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นในยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ทั้งนี้ รัฐบาลวอชิงตันของไบเดน ขยายขอบเขตของกฎหมายให้ครอบคลุมถึงการยอมรับว่าการคุกคามหรือการกีดกันบนพื้นฐานของรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติรูปแบบหนึ่ง

ขณะเดียวกัน คำสั่งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดให้โรงเรียนต้องจัดการไต่สวนสด หากเกิดความขัดแย้งเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ โดยนักเรียนที่เป็นฝ่ายกล่าวหาและนักเรียนที่ถูกกล่าวหา สามารถซักถามซึ่งกันและกัน รวมถึงสื่อสารผ่านทนายความได้

จดหมายฉบับดังกล่าว ยังอ้างอิงอำนาจบริหารของทรัมป์ “เป็นความชอบธรรม” ที่จะต้องกลับไปใช้มาตรฐานเดิมในทันที โดยลัดขั้นตอนพื้นฐาน คือการเสนอระเบียบข้อบังคับใหม่ แต่ต้องผ่านกระบวนการของรัฐบาลกลาง ซึ่งแน่นอนว่า ใช้เวลายาวนาน

มากไปกว่านั้น จดหมายยังระบุให้บุคลากรในสำนักงานสิทธิพลเมืองของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้ดูแลการใช้กฎหมายการศึกษาของรัฐบาล ต้องเสนอรายงานต่อประธานาธิบดี และตอบกลับข้อซักถามของประธานาธิบดีอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม นักสิทธิมนุษยชนออกมาแสดงความวิตกกังวล เกี่ยวกับข้อกำหนดเรื่องการไต่สวนสด จะกลายเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำที่ไม่ดีของผู้ถูกกระทำ และอาจกลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารสถานศึกษาเพิกเฉย และแก้ไขกฎระเบียบเองโดยพลการหรือไม่.

เครดิตภาพ : AFP