สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ว่าแม้มาตรการขึ้นภาษีสินค้าจากจีน ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จะยังไม่ถึงอัตราที่เคยประกาศไว้ คือ 60% จากอัตราเดิม โดยทรัมป์สั่งเพิ่มกำแพงภาษีสูงขึ้นอีก 10% จากอัตราเดิม เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. นี้ แต่คำสั่งดังกล่าวสะท้อนว่า ทรัมป์ปฏิบัติตามหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียง


แน่นอนว่าจีนซึ่งมองมาตรการเหล่านั้น “ไม่ยุติธรรม” มาตลอด แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก โดยยืนยันจะมีมาตรการตอบโต้ และร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) พร้อมทั้งเรียกร้องสหรัฐแก้ปัญหาเฟนทานิล ที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตัวเอง “ด้วยความจริงจังมากกว่านี้” ไม่ใช่กล่าวโทษประเทศอื่น และข่มขู่ทางเศรษฐกิจแบบนี้


ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกตามลำดับ สูงกว่า 530,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17.91 ล้านล้านบาท) ระหว่างเดือน ม.ค.-พ.ย. 2567 ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ แม้ทั้งสองประเทศตั้งกำแพงภาษีต่อกัน ตั้งแต่ยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรกก็ตาม โดยจีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของสหรัฐ รองจากเม็กซิโก


อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าต่อจีน 270,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.13 ล้านล้านบาท) ตลอดระยะเวลา 11 เดือนของปีที่แล้ว แน่นอนว่า ย่อมสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่รัฐบาลวอชิงตัน ขณะที่นโยบายอุดหนุนอุตสาหกรรมของจีน และการที่รัฐบาลวอชิงตันยังคงมองว่า รัฐบาลปักกิ่ง “เลือกปฏิบัติ” กับผู้ประกอบการของสหรัฐในจีน ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจตึงเครียด


ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่เศรษฐกิจของจีนยังคงต้องพึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก และภาครัฐยังคงต้องหาทางกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การตอบโต้ของจีนที่มีต่อสหรัฐ ยังคงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง


อนึ่ง มาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ได้รับการสานต่อแทบทั้งหมดในยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเพิ่มความตึงเครียดขึ้นอีก เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว ด้วยการเพิ่มอัตราภาษียานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของจีนอีกสามเท่า เป็น 100% และเพิ่มอัตราภาษีเซมิคอนดักเตอร์จาก 25% เป็น 50% โดยให้เหตุผลว่า เพราะจีน “ไม่ได้มีเจตนาแข่งขันตามกลไกตลาด”


นับจากนี้ สหรัฐคงกำลังเฝ้ารอว่า จีนจะตอบโต้อย่างไร และเมื่อใด แต่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนส่งสัญญาณแล้วว่า “มาตรการภาษีของทรัมป์ที่มีต่อจีน จะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อความร่วมมือระดับทวิภาคีในอนาคต ในเรื่องการควบคุมและปราบปรามยาเสพติด”.

เครดิตภาพ : AFP