ก่อนที่เราจะทำศัลยกรรมแก้ตาปรือ ตาตก หรือการทำชั้นตาไม่เท่ากัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เพราะหากไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ก็อาจส่งผลต่อผลลัพธ์หลังการทำศัลยกรรมได้ โดยเฉพาะการวินิจฉัยภาวะ “กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง” (Ptosis) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตาตก หากไม่รักษาภาวะนี้ก่อนการทำศัลยกรรม ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่สวยงามหรือไม่เป็นที่พอใจได้
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงคืออะไร?

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) คือภาวะที่กล้ามเนื้อที่ยกหนังตาไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอาการหนังตาตกลงมาปิดตา (ตาปรือ) โดยภาวะนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยกหนังตา หรือความผิดปกติในระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) กับโรค Myasthenia Gravis (MG) แตกต่างกันอย่างไร?
หลายครั้งที่โรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) มักถูกเข้าใจผิดและสับสนกับโรค Myasthenia Gravis (MG) โดยความแตกต่างของโรค Myasthenia Gravis (MG) คือ โรคนี้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันทำลายตัวรับสัญญาณประสาทที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง จนอาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อในหลาย ๆ ส่วน รวมถึงกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยกหนังตา
ในขณะที่ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) อาจเกิดจากการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อหรือความผิดปกติในโครงสร้างของตาโดยตรง ทั้งสองอาการมีลักษณะคล้ายกัน แต่สาเหตุและการรักษาแตกต่างกัน
อาการและสัญญาณที่บ่งชี้ของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
เราควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองว่าสุ่มเสี่ยงการเป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือเปล่า โดยมีอาการและสัญญาณเบื้องต้นดังนี้
- หนังตาตก : หนังตาอาจตกลงมาปิดตา ทำให้มองไม่เห็นได้ชัดเจน
- มองเห็นภาพซ้อน : การมองเห็นภาพซ้อนอาจเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถยกตาได้เต็มที่
- ปวดศีรษะและเมื่อยล้าตา : การที่ตาไม่ได้รับการยกขึ้นตามปกติทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักขึ้น
- ต้องแหงนหน้าเพื่อมองเห็นได้ชัด : ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้มักจะต้องแหงนหน้าขึ้นเพื่อมองให้ชัดเจน เนื่องจากดวงตาไม่สามารถมองเห็นภาพได้ทั้งหมด
- อาการแย่ลงเมื่อเหนื่อยหรือใช้สายตานาน : อาการจะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อใช้สายตานานหรือเมื่อร่างกายเหนื่อยล้า
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
ปัจจัยหลักที่สามารถทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงสามารถระบุได้ดังนี้
- การเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อตา : กล้ามเนื้อที่ควบคุมการยกหนังตาอาจเสื่อมสภาพตามอายุ
- ความผิดปกติของระบบประสาท : การทำงานของเส้นประสาทที่ควบคุมการยกหนังตาอาจไม่เป็นปกติ ส่งผลให้ดวงตามีความหย่อนคล้อย จนกลายเป็นภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในเวลาต่อมา
- บาดแผลจากการผ่าตัดหรือการบาดเจ็บ : การผ่าตัดหรือบาดแผลที่บริเวณตาอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บในกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เป็นภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้
- โรคทางพันธุกรรม : ภาวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมอาจทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้
การป้องกันและการดูแลตนเองจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
การดูแลตนเองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงถือเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ โดยมีขั้นตอนและวิธีการที่สามารถทำได้ดังนี้
- การพักสายตาอย่างถูกวิธี : ควรพักสายตาหรือหลับตาในระหว่างทำกิจกรรมที่ใช้สายตานานๆ
- การบริหารกล้ามเนื้อตา : การฝึกกล้ามเนื้อตาสามารถช่วยเสริมให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงได้ ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
- การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : การรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและระบบประสาท เช่น วิตามินและแร่ธาตุ มีส่วนสำคัญ
- การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง : ควรหลีกเลี่ยงการใช้สายตานานเกินไปในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น การจ้องหน้าจอโทรศัพท์ในที่มืดเป็นเวลานาน
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

การรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดภาวะนี้ หากเป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อ อาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาได้ด้วยการทำศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อเพื่อช่วยยกหนังตาให้กลับสู่สภาพปกติ อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีที่เกิดจากปัญหาทางประสาท การรักษาโรคพื้นฐานที่ทำให้เกิดอาการอาจช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้ดีขึ้น
สรุปบทความ
ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการหนังตาตก ซึ่งมีผลต่อการมองเห็นและความมั่นใจในตัวเอง การดูแลตนเองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจึงถือเป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้หากคุณมีแผนที่จะทำศัลยกรรมแก้ตาปรือหรือตาตก การตรวจสอบสาเหตุของโรคถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการทำศัลยกรรมยกตาหรือทำตาสองชั้นอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควรหากไม่ได้รับการแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง อีกทั้งผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่สวยงามหรือไม่คงทนเท่าที่ควรอีกด้วย



