ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 68 ปตท.จะใช้เงินลงทุน 25,000 ล้านบาท จากงบลงทุน 5 ปีที่ตั้งไว้ 55,000  ล้านบาท เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อก๊าซ ท่าเรือ เทรดดิ้ง ถือเป็นมูลค่าเงินลงทุนที่สูงมาก เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับ ปตท. ในการประกอบธุรกิจ เชื่อว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ รวมถึงดูแลนักลงทุน และประชาชนด้วย  โดยเป้าหมายการลงทุนต่อไปของกลุ่ม ปตท. จะเน้นการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงด้วยการลงทุนที่สร้างผลกำไร เน้นในธุรกิจหลัก หรือธุรกิจมีความเชี่ยวชาญ รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจภายในกลุ่ม โดยจะหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมสร้างแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจ ปตท.

“การลงทุนดังกล่าวน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 26,000 ล้าน เนื่องจากเป็นการปรับกลยุทธ์ไปสู่การลงทุนที่คุ้มค่า ไม่ใช้เงินจำนวนมาก แต่ต้องสามารถสร้างผลกำไรได้ในระดับสูง ปตท.จะเน้นทำธุรกิจที่ถนัด ที่เชี่ยวชาญ ธุรกิจไหนที่ไม่สอดคล้องกับปตท. เราก็จะนำออกไป เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับองค์กร ลดความเสี่ยง รักษาเสถียรภาพในการทำธุรกิจ เพราะตอนนี้เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การลงทุนต่างๆ ต้องระมัดระวังมากขึ้น พร้อมดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนได้อย่างสมดุล”  

สำหรับความคืบหน้าแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจนั้น ล่าสุดได้ยุติธุรกิจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี เพื่อนำเงินไปลงทุนเพื่อศักยภาพในธุรกิจที่มีความชำนาญ หรือเชี่ยวชาญ รวมถึงเพิ่มพันธมิตรในธุรกิจโรงกลั่น และสำรวจปิโตรเลียม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนของการเจรจา เชื่อว่าจะได้ข้อสรุปในอีกไม่ช้า ขณะที่กระแสข่าวการควบรวมบริษัทลูก ประกอบด้วย จีซี ไทยออยล์ และ ไออาร์พีซีนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด คาดว่า จะเป็นความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร

ด้านแผนการดำเนินงานธุรกิจแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะสั้น เน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ไม่ใช่คาร์บอน และการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันในกลุ่มธุรกิจ ตั้งเป้าลดต้นทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ประมาณ 3,300 ล้านบาท/ปี ภายใน 3 ปี การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าลดต้นทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี ภายใน 2 ปี

ระยะกลาง เน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจก๊าซธรรมชาติและการกลั่น โดยพาพันธมิตรมาร่วมธุรกิจ ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติเหลวของภูมิภาค (LNG Hub)

ระยะยาว เน้นลงทุนระบบการจัดการและกักเก็บคาร์บอน (ซีซีเอส)

“ปตท.ตั้งเป้ามีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงิน ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ซึ่ง ปตท.บริษัทแม่ตั้งเป้าหมายทำได้ 10,000 ล้านบาท ที่เหลือ 20,000 ล้านบาท เป็นเป้าหมายบริษัทในเครือทั้งหมดรวมกัน”

ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า จีดีพีจะอยู่ที่ระดับ 3.3% และคาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่ 2.9% รวมถึงผลจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่า ปตท.จะติดตามผลกระทบทางด้านการค้า ค่าเงิน และดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณาในการลงทุน และการบริหารงานในภาพรวม ส่วนประเด็นพลังงานโลกที่ทรัมป์ลดความสำคัญของพลังงานสะอาดนั้น มองว่าไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เพราะทิศทางของโลกยังมุ่งไปพลังงานสะอาด ดังนั้น ปตท. จึงยังมุ่งไปที่การจับและกักเก็บคาร์บอน (ซีซีเอส) และไฮโดรเจนต่อไปตามแผน

ขณะที่ประเด็นเรื่องนโยบายการลดค่าไฟ โดยปรับโครงสร้างราคาก๊าซ (พูลก๊าซ) เพื่อลดค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค. ส.ค.) ลง 40 สตางค์นั้น ปตท. ยังไม่ได้รับการประสานงานจากกระทรวงพลังงาน แต่ในปี 67 ปตท. ได้สนับสนุนราคาก๊าซฯ ในการลดค่าไฟ รวมถึงสนับสนุนราคาพลังงาน เช่น ก๊าซเอ็นจีวี  ก๊าซแอลพีจี  รวมกันประมาณ 28,000 ล้านบาท

ขณะที่ผลการดำเนินงานในปี 67 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 3.09 ล้านล้านบาท ลดลง 1.7% มีกำไรสุทธิ 90,072 ล้านบาท ลดลง 19.6% เป็นผลมาจากธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีรายได้จากการขายลดลง แม้จะมีปริมาณการขายน้ำมันสำเร็จรูป และแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้น