นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และมีความสามารถในการขยายตัวในทุกมิติ จากสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากปีก่อน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้ปริมาณรถบนทางพิเศษ (ด่วน) ในสายทางที่ไปยังสถานที่ท่องเที่ยว และปริมาณผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการปี 2567 มีรายได้จากธุรกิจหลักโดยรวมเติบโต 17,004 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 629 ล้านบาท หรือ 4% มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 3,768 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 289 ล้านบาท หรือ 8%

นายสมบัติ กล่าวต่อว่า บริษัทมีรายได้จากการให้บริการเป็นรายได้หลัก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ รายได้จากธุรกิจทางพิเศษ 8,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 22 ล้านบาท โดยรวมยังคงมีปริมาณรถที่ใช้ในทางพิเศษ เฉลี่ยอยู่ในปริมาณใกล้เคียงเดิมที่ 1.12 ล้านเที่ยวต่อวัน รายได้จากธุรกิจระบบราง 6,830 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 491 ล้านบาท หรือ 8% ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ยังคงเป็นโครงการที่ทำรายได้หลัก จากปริมาณผู้โดยสารที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยทุกประเภทวันอยู่ที่ 427,000 เที่ยวต่อวัน เฉพาะวันทำการเฉลี่ยอยู่ที่ 489,000 เที่ยวต่อวัน ส่วนรายได้จากธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ 1,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 116 ล้านบาท หรือ 10% โดยมาจากการให้เช่าพื้นที่สื่อโฆษณาและให้เช่าพื้นที่จัดกิจกรรมใน Metro Mall

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติให้นำเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท โดยการประชุมจะจัดขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 68 เวลา 14.00 น. รูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2567 ของ BEM นั้น มีหลายประเด็นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การลงนามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการส่วนตะวันออก ช่วงสถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ-สถานีแยกร่มเกล้า ได้ในช่วงต้นปี 2571

และในปี 2573 คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการส่วนตะวันตกช่วงสถานีบางขุนนนท์-สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทำให้เกิดการให้บริการครบทั้งสาย นอกจากนี้ ยังมีการจัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน ซึ่งจากภาพรวมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารงานของบริษัท เพื่อส่งมอบการบริการคมนาคมขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเพิ่มและประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน.