น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ามหันตภัยร้ายทำลายเด็กและเยาวชน และหารือมาตรการบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า กับ 18 หน่วยงาน ณ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตามข้อสั่งการของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีข้อห่วงใยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยให้ปราบปรามและดูข้อกฎหมายในระยะยาวต่อไปว่าจะปรับแก้อย่างไรได้บ้าง
ทั้งนี้ในที่ประชุมได้แบ่งผลการหารือเป็น 3 ส่วน ประการแรกคือระยะเร่งด่วน โดยจะปูพรมปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยต้องเน้นป้องกันการนำเข้าบริเวณชายแดน มอบหมายให้ศุลกากรบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นขึ้นหากพบว่ามีการลักลอบนำเข้าจะไม่มีการระงับคดีเด็ดขาด และจะส่งไปที่ตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อดำเนินคดีและส่งไปที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ต่อไป เพื่อช่วยป้องปรามไม่ให้ทางผู้นำเข้าลักลอบเข้ามาอีกเฉพาะบริเวณชายแดน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีให้มีการประเมินผลภายในระยะเวลา 30 วัน
ส่วนร้านค้าผู้จำหน่ายในประเทศ จะมีการปราบปรามกันอย่างเข้มข้น เพื่อกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าที่มีที่ตั้งและร้านค้าออนไลน์ โดยจะทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกระทรวงมหาดไทย สำหรับการขายสินค้าบนโลกออนไลน์ที่ประชุมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเพิ่มการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน จึงได้ขอความร่วมมือกับ บริษัท TikTok ให้เข้มงวดตรวจตรา จากนั้นก็จะจัดประชุมหารือร่วมกันกับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มและผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อตรวจตราและหาแนวทางป้องกันการขายบนโลกออนไลน์
ส่วนที่สองจะมีการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้โดยจะเน้นย้ำไปที่สถานศึกษาที่นายกรัฐมนตรีห่วงใยเป็นพิเศษ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นเจ้าภาพหลักในการทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรมประชาสัมพันธ์ และ กสทช. เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งในนักเรียน ครู และผู้ปกครอง
ส่วนประการที่สามจะมีการศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ว่า จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับใดหรือไม่ เพื่อ ให้การลงโทษเข้มข้นขึ้น และให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องการวางมาตรการหรือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องให้ทางหน่วยงานต่างๆ กลับไปทำแผนและอีก 1 สัปดาห์จะมาประชุมอัปเดตแผนการดำเนินงานกันใหม่ ก่อนที่จะไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบว่าในระยะยาวต้องดำเนินดำเนินการอย่างไรบ้าง
“หากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กรณีลักลอบส่งเข้ามา ทางหน่วยงานจะต้องพิจารณาดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่ ซึ่งทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าพร้อมที่จะดำเนินการลงโทษทันที หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เอี่ยว” น.ส.จิราพร กล่าวว่า



