World Obesity Federation และองค์กรสุขภาพระดับโลก เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ วันที่ 4 มีนาคม ของทุกปี เป็น วันอ้วนโลก (World Obesity Day) มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาโรคอ้วน การป้องกัน และการให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของโรคอ้วนต่อสุขภาพ

World Obesity Day 2025 มีธีมที่ ว่า  Changing Systems, Healthier Lives. “การเปลี่ยนแปลงระบบเพื่อให้ชีวิตมีสุขภาพดีขึ้น” โดยให้ระบบที่ส่งผลโดยตรงต่อปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ รวมถึงบริการด้านการดูแลสุขภาพ รัฐบาล ระบบอาหาร สื่อ สถานที่ทำงาน และชุมชนของเรา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับกทม. และสสส. จัดงาน “วันอ้วนโลก World Obesity Day 2025” เป็นกิจกรรมสร้างความตระนักรู้เรื่องโรคอ้วนพร้อมมีเวทีเสวนา เปิดมูมมองโรคอ้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  เมือง สุขภาพจิต

รศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ อ.คณะเศรษฐศาสตร์ สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดคุยในหัวข้อ “โรคอ้วนกับแรงงานนอกระบบ” ว่า  ในประเทศไทยปัจจุบันโรคอ้วนอยู่กับคนไทย 1 ส่วน 3 ของประเทศ เอาคน 3 คนมา 1 คนเป็นโรคอ้วนแน่ สาเหตุโรคอ้วนจำนวนหนึ่งเกิดจากสาเหตุกินหวานมันเค็ม ไม่ออกกำลังกาย เปรียบเทียบกับที่องค์การอนามัยโลก (WHO )แนะนำจะพบว่าคนไทยกินหวานมากว่าที่แนะนำ 6 เท่า คนไทยกินเค็มมากกว่า WHO แนะนำเท่าครึ่ง และคนไทยจำนวนมากไม่ออกกำลังกายเลยประมาณ 9 ใน 10 ของเด็กวัยรุ่นไม่ออกกำลังกาย

โรคอ้วนส่งผลต่อภาพเศรษฐกิจอย่างไร

ในภาพรวมเราพบว่าโรคอ้วนเป็นภาระต่อเศรษฐกิจในหลายระบบหลาย

มิติแรก เป็นภาระต้นทุนต่อระบบสุขภาพ รัฐต้องแบกรับต้นทุนโรคอ้วน

มิติที่ 2  ปกติแล้วเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นพออ้วนแล้วทำให้การทำงานได้เก่งน้อยลง ยกตัวอย่างตายก่อนวัยอันควร แทนที่ประเทศไทยจะมีแรงงานดีๆช่วยเหลือประเทศได้ และอาจขาดงานได้ด้วย หรือว่าเวลาทำงาน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

โรคอ้วนส่งผลเสียขนาดไหนต่อประเทศไทย

 ประเทศไทยคำนวณไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว  มูลค่าความเสียทางทางเศรษฐกิจจากโรคอ้วนอยู่ที่ 12,143 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 0.13% ของจีดีพี คือ สิ่งที่รัฐจ่ายหรือบางทีรัฐมองไม่เห็นว่าต้องจ่ายด้วย ถ้าเราปรับตัวเลขดู ตัวเลขนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันประมาณ 5 ปีที่แล้ว จากที่ได้ทำการศึกษากับองค์การอนามัยโลก เมื่อได้ตีมูลค่าพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งหลายและเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจ พบว่าการไม่ออกกำลังกายจะเกิดความสูญเสีย คิดเป็นเงินเทียบเท่า 21,400 ล้านบาทการกินเค็ม ยิ่งแย่ไปกว่านั้นทำให้ความสูญเสีย 100,800 ล้านบาท รวมทุกโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเหล่านี้ รวมทั้งการสูญเสียผลิตภาพของแรงงานด้วย จึงเห็นภาพชัดเจนว่าเป็นโรคอ้วนต้องแก้ เพราะเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน

โรคอ้วนเกิดจากอะไร

ตามปกตินักเศรษฐศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน  ส่วนที่1 เกิดจากNature ธรรมชาติ คือพันธุกรรม ส่วนที่2 เกิดจาก Nerture คือพฤติกรรม การบริโภคอาหาร ออกกำลังกาย แน่นอนพันธุกรรมแก้ไม่ได้ต้องมาแก้ที่พฤติกรรม ในทางเศรษฐศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์พฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งหลายเกิดจาก 2 ส่วนหลัก

1.เกิดจากปัจจัยส่วนบุคคล คนบางคนมีโอกาสโรคอ้วนโดยสภาพ ตัวอย่างผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนมากกว่าผู้ชาย คนที่มีรายได้ระดับหนึ่งหรือมีรายได้น้อยแนวโน้มเป็นโรคอ้วนมากกว่า คนรายได้สูงเป็นเรื่องประหลาดมาก และคนมีการศึกษาน้อยมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนได้มากกว่า และคนที่ทำงานนานมีโอกาสเป็นโรคอ้วนมากกว่า ขณะเดียวคนที่มีทุนทางสังคมน้อย เช่นมีความเหงา โดดเดี่ยว มีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้มากกว่าคนที่มีทุนทางสังคมเยอะ

2.เกิดจากสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมส่งผลต่อความอ้วนอย่างมหาศาล ทั้งนี้จากความเป็นเมือง พื้นที่ไหนที่มีความหนาแน่นของชุมชนสูง ตามปกติทฤษฏีจะบอกว่า คนจะมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเยอะขึ้น และความปลอดภัยในที่พัก เมื่อเราเดินออกนอกบ้านแล้วที่บ้านอันตราย เช่นออกไปเจอสภาพการจราจรเสี่ยงต่ออุบัติเหตุมีแนวโน้มออกข้างนอกน้อยลง ส่งผลให้มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วน

ประเทศไทยมีแนวโน้มโรคอ้วนแตกต่างจากทั่วโลก

สำหรับประเทศทั่วโลกโรคอ้วนอยู่ในชนบทเป็นหลัก แต่ประเทศไทยคนอ้วนอยู่ในเมือง ชัดเจนว่าผู้หญิงอ้วนกว่าผู้ชาย และผู้หญิงอยู่ในเมืองอ้วนกว่าผู้ชาย

โรคอ้วนกับแรงงานนอกระบบ

ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบ ประมาณ 53 % ของคนในประเทศ เมื่อเป็นแรงงานนอกระบบมีความซับซ้อน เพราะแรงงานนอกระบบมีปัญหา 3 ด้าน

  1. แนวโน้มเจ็บป่วยสูง

2. แนวโน้มบาดเจ็บสูง

3. แนวโน้มพิการสูง

ทั้งหมดส่งผลต่อการอ้วนมหาศาล เพราะสาเหตุอ้วนมาจากรายได้น้อย การศึกษาน้อย บวกกับการทำงานนาน ขณะเดียวแรงงานนอกระบบมีความดำรงอยูในสังคม หรือความเป็นเพื่อนได้น้อยกว่าชาวบ้าน เพราะว่าตัวเองต้องทำงานตลอดเวลา ประกอบกับแรงงานนอกระบบต้องมาทำงานในเมือง ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัยน้อย เกิดความเหงา  ความเครียด ส่งผลการเป็นคนอ้วนชัดเจน นอกเหนือจากแรงงานนอกระบบหากมีโอกาสเป็นโรค การติดเตียง การอยู่ในสภาวะในการรักษาน้อย ไม่ต้องการไปพบแพทย์  เพราะจะทำให้เสียโอกาสในการหารายได้ เช่นเดียวเมื่อบาดเจ็บก็มีโอกาสพบแพทย์น้อย ดังนั้นการเป็นแรงงานนอกระบบซ้ำเติมความเป็นคนอ้วน

ประเทศไทยแก้สภาพแวดล้อมไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อประเทศไทยจัดการความอ้วนไม่ได้ ต่อไป “สุขภาพดี ไม่อ้วน”จะเป็น”ลักชูรี่” หมายความว่าจะเป็นสิ่งที่คนรวยเท่านั้นเข้าถึง คนที่มีรายได้น้อยหรือแรงงานนอกระบบเข้าไม่ถึง เพราะสังคมเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมาก ทั้งนี้ในการแก้ปัญหามีทั้งการออกกฎหมาย และการโน้มน้าวใจ

“มีคำแนะนำว่าถ้าเราจะปรับจริงในเชิงสังคมศาสตร์ ต้องทำอย่างไร ทั้งนี้ที่ผ่านกทม. และสสส.ได้พยายามปรับสภาพแวดล้อม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนห่างไกลจากความอ้วน อย่างไรก็ตามหากจะโฟกัสไปที่กลุ่มแรงงานนอกระบบ ควรพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนี้ เพราะแรงงานนอกระบบจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นการคิดนวัตกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาต้องมองถึงประชากรกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งมีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งกทม.พยายามทำคือหาพื้นที่ออกกำลังกาย  ที่สำคัญจะทำอย่างไรที่ทำให้คนมีรายได้น้อยเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพถือว่าเป็นโจทย์สำคัญ  ซึ่งการแก้ปัญหาความอ้วนไม่ได้พูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย และการกินดีเท่านั้นแต่ต้องแก้สังคมโดยภาพรวมทั้งหมด”

คนทำงานหนักแล้วอ้วน

ดร.บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิจัย สถาบัยวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้รายงานผลการสำรวจสถานะทางสุขภาพ  พฤติกรรมสุขภาพ การเข้าถึงสุขภาพและการใช้ยา ของแรงงานนอกระบบและประชากรเปราะบาง  คนทำงาน (หนัก) กับภาวะโภชนาการ(เกิน)ว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าคนทำงานหนักมากว่า 48 ชม.สัปดาห์ ขณะที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน จากข้อมูลสถิติวัยคนทำงานหนัก 40 ล้านคน มีคนทำงานหนัก 49 ชม.ต่อสัปดาห์คิดเป็น 19 % ตัวแรงงานในระบบที่มีเงินเดือนและสวัสดิการชัดเจน ทำงานหนัก 16 % ขณะที่แรงงานนอกระบบที่มี 21 ล้านคนมี 4.7 ล้านคนที่ทำงานหนัก คิดป็น22 เปอร์เซ็นต์ และดูรายได้คนที่ทำงานหนักมีประมาณ 1600 บาทต่อเดือน กรุงเทพมีแรงงานนอกระบบ 1.5 ล้านคน  และมีคนทำงานหนักประมาณ 5 แสนคนคิดแล้วหนักสุดกว่าทุกภาค แม้จะมีรายได้สูงประมาณ 14,500 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังพบว่าคนแรงงานนอกระบบทำงานมากถึง 8 ชม.ต่อวัน ทำงาน 25 วันต่อเดือน กลุ่มคนที่ทำงานหนักมากที่สุดมี 3 กลุ่ม คือ1.ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย2.คนขับแท๊กซี่3.คนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง 4.ลูกจ้างที่ทำงานบ้าน 

เหตุผลที่ทำงานหนักเพราะรอคอยที่จะมีรายได้บนพื้นที่สาธารณะ เพื่อรองรับเมือง ขณะเดียวตัวเองก็มีรายได้ไปด้วย

ความท้าทายของแรงงานนอกระบบรายได้เป็นรายวัน รายชม. ขณะเดียวไม่มีประกันสังคม จึงต้องทำงานมากกว่าถ้าหยุดแล้วไปหาหมอจะไม่มีรายได้ ขณะเดียวสังคมยังมอว่าอาชีพเหล่านี้ไม่มีคุณค่าในสังคมมากนัก นอกจากนี้การรวมกลุ่มได้ยากเพราะไม่มีเวลา นอกจากนี้ถ้าเมืองเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ว่าร้อน ฝนตกจะมีผลต่ออาชีพของเขา