เมื่อวันที่ 5 มี.ค. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟร. 24/2563 ให้เพิกถอนกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ซึ่งออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 โดยกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน ที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน ว่า คำพิพากษาเรื่องดังกล่าวเป็นกฎกระทรวงฉบับเก่าตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งขณะนี้ ศธ. ได้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ตามข้อร้องเรียนของกลุ่มนักเรียนใหม่แล้ว โดยเปิดเสรีทรงผมนักเรียน และไม่ปิดกั้นการที่นักเรียนจะไว้ผมยาวหรือผมสั้น แต่ต้องมีความเหมาะสมแต่งทรงผมให้สวยงาม โดยในส่วนของการลงโทษนักเรียนเรื่องทรงผมนั้น ตนขอกำชับไปยังครูและผู้บริหารทุกคนว่า ต้องไม่มีการลงโทษเกินกว่าเหตุจนทำให้เด็กรู้สึกอับอาย เพราะการลงโทษได้ระบุไว้ในกฎหมายชัดเจน คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนประพฤติ ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังดูรายละเอียดคำพิพากษาฉบับดังกล่าวแบบละเอียดอยู่ ซึ่งจะต้องให้ฝ่ายกฎหมายของศธ.ตรวจสอบว่าคำพิพากษาฉบับดังกล่าวจะต้องตีความหรือดำเนินการอย่างไรบ้าง แต่เท่าที่ตนดูคำพิพากษาเบื้องต้น เหมือนมีกรณีพิพาทในอดีตของเรื่องทรงผมนักเรียนที่ยังให้สถานศึกษายึดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2518 แต่ขณะนี้ ศธ. มียกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียนไปแล้ว โดยการบังคับใช้กฎกระทรวงเรื่องทรงผมนักเรียนจะไม่เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของพฤติกรรมนักเรียน และทำให้เห็นว่าการกระทำใดที่จะล่วงละเมิดต่อสิทธิเด็กไม่สามารถทำได้ เช่น การบังคับกล้อนผม เป็นต้น และขอยืนยันว่า ศธ. ไม่มีนโยบายกล้อนผมนักเรียน ส่วนประเด็นที่มีการถกเถียงว่า การไว้ทรงผมนักเรียนให้เป็นอำนาจสถานศึกษากำหนดเองนั้น ตนขอชี้แจงว่า เรื่องนี้สถานศึกษาไม่ได้มีอำนาจโดยลำพัง แต่สถานศึกษาจะต้องเปิดช่องทางให้โอกาสผู้เรียนพูดคุย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดเรื่องทรงผมนักเรียนร่วมกันอย่างสร้างสรรค์



