เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า กทพ. ได้จัดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Opinion Hearing) งานศึกษาทบทวนความเหมาะสม และจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (PPP) โครงการทางพิเศษ (ด่วน) จังหวัดภูเก็ต ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร (กม.) และเฟสที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง 30.62 กม. รวม 2 เฟส 34.60 กม. เพื่อนำความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาประกอบการจัดทำรายงานการศึกษา และวิเคราะห์โครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 สำหรับการให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ในการดำเนินงานบริหารจัดการและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทางด่วน จ.ภูเก็ต ทั้ง 2 เฟส ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ กทพ. ได้เปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการฯ แต่ปรากฏว่า ไม่มีเอกชนรายใดมายื่นข้อเสนอ เนื่องจากตัวเลขผลตอบแทนทางการเงินไม่เป็นที่คาดหวังของเอกชน ไม่คุ้มค่าในการร่วมลงทุน จึงกลับมาทบทวนใหม่ โดยรัฐจะรับผิดชอบงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน กทพ. ออกแบบและก่อสร้างงานโยธา เฟสที่ 1 และเฟสที่ 2 ส่วนการก่อสร้างงานระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมจราจร และการบริหารจัดการและบำรุงรักษา (O&M) ของทั้ง 2 เฟส เช่น งานระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง และระบบควบคุมจราจร เป็นต้น เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ

สำหรับมูลค่าเงินลงทุนโครงการ ประกอบด้วย ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าก่อสร้างงานโยธา (รวมค่าควบคุมงานก่อสร้าง) และค่าก่อสร้างงานระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมจราจร (งานระบบ) ของโครงการ เฟสที่ 1 ประมาณ 16,759 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้างงานโยธา 9,975 ล้านบาท, ค่าก่อสร้างงานระบบจัดเก็บค่าผ่าน และระบบควบคุมการจราจร 712 ล้านบาท, ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 279 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,793 ล้านบาท

และโครงการเฟสที่ 2 ประมาณ 45,930 ล้านบาท ค่าก่อสร้างงานโยธา 22,620 ล้านบาท, ค่าก่อสร้างงานระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง และระบบควบคุมการจราจร 1,518 ล้านบาท, ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 604 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 21,188 ล้านบาท ทั้งนี้เอกชนต้องลงทุนค่าก่อสร้างงานระบบฯ 2 โครงการ รวม 2,230 ล้านบาท และมีค่าดำเนินการและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทั้ง 2 ระยะ (ระยะเวลา 30 ปี) รวมประมาณ 24,800 ล้านบาท

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)

นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดเก็บค่าผ่านทางของโครงการเฟสที่ 1 จัดเก็บค่าผ่านทางอัตราเดียว (Flat Rate) มีอัตราค่าผ่านทาง ณ ปีเปิดให้บริการ (ปี 2573) เท่ากับ 15/ 40/ 85/125 บาท สำหรับรถจักรยานยนต์/รถ 4 ล้อ/รถ 6-10 ล้อ/รถมากกว่า 10 ล้อ ตามลำดับ และเฟสที่ 2 จัดเก็บค่าผ่านทางตามระยะทาง (Distance-Based Rate) โดยมีอัตราค่าแรกเข้า 40/80/120 บาท และค่าผ่านทางต่อระยะทาง 1.50/3.00/4.50 บาทต่อกิโลเมตร สำหรับรถ 4 ล้อ/รถ 6-10 ล้อ/รถมากกว่า 10 ล้อ ตามลำดับ สำหรับการคาดการณ์ปริมาณจราจร ณ ปีเปิดให้บริการ (ปี 2573) ประมาณ 69,386 คัน/วัน โดยโครงการมีอัตราผลตอบแทนด้านการเงิน (FIRR) เท่ากับ 1.82% และโครงการนี้มีความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ อัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) เท่ากับ 18.85%

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า มั่นใจว่าภายในปี 2568 จะเริ่มก่อสร้างโครงการทางด่วน สายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี ส่วนช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ และ PPP งานระบบฯ คาดว่าจะเสนอ ครม. พิจารณาได้ประมาณปลายปี 2568 เริ่มก่อสร้างในปี 2569 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เปิดให้บริการปี 2573 พร้อมกันทั้ง 2 เฟส

ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์ รายงานว่า การจัดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ มีเอกชนเข้าร่วมกว่า 60 บริษัท โดยช่วงเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้สอบถาม มีบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ให้ความสนใจเรื่องปริมาณการจราจร รวมถึงความเต็มใจในการจ่ายค่าผ่านทางของประชาชน ซึ่ง กทพ. ยืนยันว่า ได้สำรวจเรื่องความเต็มใจของประชาชนแล้ว ขณะเดียวกันที่ปรึกษาหอการค้าไทย-จีน ได้แสดงความกังวลถึง FIRR 1.82% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก เกรงว่าจะไม่มีใครร่วมลงทุน กทพ. จึงชี้แจงว่า ตัวเลขดังกล่าวรวมงานโยธาเข้ามาด้วย จึงดูต่ำ แต่หากตัดส่วนนี้ออก FIRR อยู่ที่ประมาณ 40% ซึ่งเมื่อทางที่ปรึกษาหอการค้าฯ ได้รับข้อมูลดังกล่าว ก็เชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ใครๆ ก็จะให้ความสนใจมาลงทุน.