นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 2/2568 ได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีเรื่องสำคัญ คือ การศึกษามาตรการควบคุมดูแล โอทีที แพลตฟอร์ม หรือ ผู้บริการสื่อผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีโครงข่ายของตัวเอง โดยมอบหมายให้ กสทช. และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า) จัดตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาการพิจารณาออกมาตรการควบคุมดูแล แพลตฟอร์ม โอทีที ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งออนไลน์ ตัวอย่างแพลตฟอร์มยอดนิยม ได้แก่ เน็ตฟลิกซ์ ยูทูบ ดิสนีย์ พลัส และสปอติฟาย เป็นต้น ซึ่งพบว่าอาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ การเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การศึกษาจะมีพิจารณามาตรการหลัก 5 ด้าน เพื่อเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นธรรมและยั่งยืน ทั้งสำหรับผู้บริโภค ผู้ให้บริการ และเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม ประกอบด้วย 1. มาตรการด้านความปลอดภัย ควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์และป้องกันการเข้าถึงเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย และกำหนดมาตรการยืนยันตัวบุคคลเพื่อป้องกันการใช้แพลตฟอร์มไปในทางที่ผิด
2. การออกระเบียบเพื่อกำกับด้านเนื้อหา ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถควบคุมเนื้อหาที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม ได้อย่างเป็นรูปธรรม และกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ให้บริการในไทย ต้องขอใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานและกฎหมายของประเทศไทย และผลักดันแนวทางการกำกับดูแลร่วมกัน ไปสู่เวทีระดับนานาชาติ
3. การส่งเสริมด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล และการจัดเก็บภาษี การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเพื่อการพัฒนาแพลตฟอร์มและกำหนดให้แพลตฟอร์ม โอทีที ที่มีรายได้จากผู้ใช้ในไทยต้องเสียภาษีในประเทศไทย และส่งเสริมการสร้างมูลค่าจากธุรกิจดิจิทัลภายในประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
4. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดให้แพลตฟอร์ม โอทีที ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น จีดีพีอาร์ GDPR ของยุโรป เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว และ 5.การกำกับดูแลด้านการแข่งขันเพื่อป้องกันการผูกขาดของแพลตฟอร์ม โอทีที ขนาดใหญ่ที่อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มท้องถิ่นและการกระจายอำนาจในตลาด

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ อาทิ
1.การปราบปรามจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ เดือน กุมภาพันธ์ 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
- การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท ก.พ. 68 มีจำนวน 4,505 ราย เพิ่มขึ้น 80.56% เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม – มีนาคม 2567
- การจับกุมคดีพนันออนไลน์ ก.พ. 68 มีจำนวน 2,069 ราย เพิ่มขึ้น 94.45% เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม – มีนาคม 2567
- การจับกุมคดีบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ ก.พ. 68 มีจำนวน 325 ราย เพิ่มขึ้น 35.42% เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม – มีนาคม 2567
2.การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน
- ศูนย์ AOC ระงับบัญชีชั่วคราว จำนวน 337,690 บัญชี ธนาคารระงับบัญชี 997,600 รวม 1,335,290 บัญชี
- ปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วจำนวน 732,798 บัญชี
- มาตรการปลดบัญชีม้า ที่ประชุมได้เห็นชอบ ให้ ปปง. มีอำนาจให้การปลดล็อกบัญชี “ม้าดำ” ได้เพียงหน่วยงานเดียว ขณะที่การดำเนินการ ปลดล็อกบัญชี “ม้าเทา” จะเป็นหน้าที่ของ บช.สอท. โดยได้พิจารณาอนุญาตให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า
หากมีมากกว่า 1 บัญชี สามารถยื่นเรื่องให้ บช.สอท. ดำเนินการปลดล็อกได้ หรือขอเปิดบัญชีใหม่ได้ 1 บัญชี เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เรียกว่า “บัญชีเพื่อการยังชีพ” ซึ่งบัญชีดังกล่าวจะไม่สามารถทำธุรกรรมทางออนไลน์ได้ โดยจะต้องโอน-เบิก-ถอนเงิน ที่ธนาคารเท่านั้น
- มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ปปง. ก.ล.ต. และ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ได้ร่วมหารือทำความเข้าใจเพื่อการบูรณาการเชื่อมต่อข้อมูลบัญชีม้า การประกาศรายชื่อ HR-03 และแนวทางการพิจารณาการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องสงสัย เพื่อควบคุมการทำธุรกรรมของมิจฉาชีพผ่านธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
3.การแก้ไขปัญหาซิมม้า ซิมบุคคลต่างด้าว
- การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และผลการดำเนินงาน มีดังนี้
(1) รายงานผลการดำเนินการตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ บุคคลธรรมดาแบบเติมเงิน (พรีเพด) ที่มีการโทรออกตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไป/วัน ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2566 – 17 มี.ค. 2568 ถูกระงับบริการ (สะสม) จำนวน 233,338 เลขหมาย โดยมีผู้ใช้บริการกลับมาแสดงตน (สะสม) จำนวน 441 เลขหมาย และยังไม่มีการมาแสดงตนของผู้ใช้บริการ (สะสม) จำนวน 232,897 เลขหมาย

(2) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ด 101 เลขหมายขึ้นไป โดยมีเลขหมายที่เข้าข่าย 5,078,283 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 4,273,918 เลขหมาย จำนวนเลขหมายคงเหลือต้องมายืนยันตัวตน 804,365 เลขหมาย
(3) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมาย ซึ่งมีเลขหมายที่เข้าข่าย 3,981,251 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว 2,424,402 เลขหมาย จำนวนเลขหมายคงเหลือต้องมายืนยันตัวตน 1,556,849 เลขหมาย
ส่วนความคืบหน้าของการพิจารณา ร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ซึ่งปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติม ขณะนี้การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาใกล้แล้วเสร็จ โดยกระทรวงดีอี เตรียมหารือร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย ธปท. กลต. ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก. ที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป



