สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ให้เริ่มขั้นตอนการยุบกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นไปตามหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ตั้งแต่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว
ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวว่า นางลินดา แมคแมน ซึ่งผู้นำสหรัฐขอให้เป็น “รมว.ศึกษาธิการคนสุดท้าย” ใช้อำนาจทั้งหมดที่มีอยู่ตามกฎหมาย “ส่งคืน” อำนาจในเรื่องนี้ กลับไปให้แต่ละรัฐบริหารจัดการกันเอง
BREAKING: President Trump signs executive order dismantling the Department of Education pic.twitter.com/yVpIsBNqdy
— Fox News (@FoxNews) March 20, 2025
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญของสหรัฐระบุชัดเจน ว่าการก่อตั้งและยุติการดำเนินงานของหน่วยงานระดับกระทรวงแห่งใด ต้องผ่านการอภิปรายและลงมติเห็นชอบโดยสภาคองเกรส จึงเป็นไปได้ว่า รายละเอียดในคำสั่งของทรัมป์ น่าจะหมายถึงการลดจำนวนบุคลากร และขอบเขตอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการให้มากที่สุด
???? @EDSecMcMahon on @POTUS' Executive Order beginning the dismantling the Department of Education: "What my desire is… is to work in conjunction with Congress. I think if we can show them that the best plan is to have states in control of education… that is the best thing." pic.twitter.com/S2q4roUm52
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) March 20, 2025
ขณะที่พรรคเดโมแครตและหน่วยงานเกี่ยวกับการศึกษาอีกหลายแห่ง วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนัก และแสดงความกังวลว่า จะส่งผลกระทบต่อโครงการสำคัญหลายโครงการ ทั้งโครงการอาหารกลางวัน และทุนการศึกษา

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ แมคแมนประกาศมาตรการลดจำนวนบุคลากรภายในกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องพ้นจากตำแหน่ง จะได้รับอีเมลแจ้งให้พักงาน ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. นี้ เป็นต้นไป และทุกคนจะยังคงได้รับเงินเดือนตามปกติ จนถึงวันที่ 9 มิ.ย. โดยทุกสำนักงานและทุกแผนกของกระทรวงศึกษาธิการ จะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวหลังเสร็จสิ้นขั้นตอน และจะเหลือบุคลากรในทุกหน่วยงานรวมกัน 2,183 คน
ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐ ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2522 มีเจ้าหน้าที่ 4,133 คน และได้รับงบประมาณสนับสนุนปีละประมาณ 238,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.03 ล้านล้านบาท) ถือเป็นกระทรวงขนาดเล็กที่สุด ในบรรดาหน่วยงานระดับกระทรวงทั้ง 15 แห่งของสหรัฐ.
เครดิตภาพ : AFP



