กรณีแผ่นปูนกันสาดชั้น 2 ของอาคารพังถล่ม บริเวณใกล้วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ถนนพระรามที่ 4 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น รวม 5 คูหา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายประวิทย์ ตุลาพันธุ์ อายุ 76 ปี ขณะเดินลงจากรถเก๋งเพื่อมารับภรรยาก่อนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ เหตุเกิดเมื่อวานนี้ (20 มิ.ย.) เวลา 16.50 น. ตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เขตสัมพันธวงศ์ออกคำสั่งห้ามใช้อาคาร5คูหาหลังเกิดเหตุแผ่นปูนกันสาดถล่ม ตั้งศูนย์ช่วยเหลือฯผู้ประสบภัย
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วย ทั้งสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (ปภ.กทม.), เจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง, เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์, ตำรวจ สน.พลับพลาไชย 2 และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าเคลียร์พื้นที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งมีเศษซากแผ่นปูนตกหล่น รวมถึงรถยนต์ที่จอดอยู่ ถูกเศษปูนหล่นใส่พังเสียหาย จำนวน 3 คัน

ซึ่งจากการตรวจสอบบริษัทโสภณเอ็นเตอร์ไพรส์ จุดเกิดเหตุมีทั้งหมด 3 คูหา ติดกับห้างหุ้นส่วนจำกัดใบชาจิบอิ้ว เลขที่ 62 อีก 1 คูหาและอาคารเลขที่ 64 อีก 1 คูหา ซึ่งเป็นอาคารที่เกิดความเสียหาย รวม 5 คูหา โดยเจ้าหน้าที่มีการนำรั้วเหล็กมาปิดล้อมโดยรอบหน้าอาคารดังกล่าว เพื่อรอการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอย่างละเอียดอีกครั้ง และยังพบว่าบริเวณกันสาดชั้นหนึ่ง ของอาคารบางส่วนหลงเหลืออยู่ โดยยังไม่มีการรื้อถอนเพิ่มเติม เนื่องจากต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารอย่างละเอียดอีกครั้ง
นายปรีชา บุญเสริมแท้ อายุ 72 ปี นายเจริญวงศ์ ธนกิจเจริญพัฒน์ อายุ 67 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุไม่ได้มีสัญญาณเตือนหรือความผิดปกติใด ๆ มาก่อน โดยกันสาดค่อย ๆ ทรุดตัวลงมา ไหลลงมาเหมือนน้ำ ซึ่งต่างจากเหตุแผ่นดินไหวที่สามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ แต่ครั้งนี้ไม่มีความรู้สึกผิดปกติใด ๆ ก่อนที่โครงสร้างจะพังถล่มลงมา หลังได้ยินเสียงดังจึงรีบวิ่งออกมาดู และพบว่ามีกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มพื้นที่ โดยจังหวะดังกล่าว ผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นลูกเขยของบ้านหลังเกิดเหตุ กำลังจะเดินเข้าไปรับพ่อตา แต่เกิดเหตุขึ้นเสียก่อน ทั้งนี้ตนรู้จักกับผู้เสียชีวิต และครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นคนที่นิสัยดี

นอกจากนี้ยังระบุว่า บ้านเรือนและอาคารในละแวกดังกล่าวมีอายุกว่า 100 ปี จึงคาดว่าอาจได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงลักษณะโครงสร้างของอาคารเก่าไม่มีคานรับน้ำหนักเหมือนอาคารสมัยใหม่ ซึ่งจะมีคานช่วยยึดและกระจายน้ำหนักของตัวอาคาร ขณะที่อาคารเก่าเหล่านี้เป็นการก่ออิฐขึ้นมาเป็นหลัก และยอมรับว่ายังคงรู้สึกกังวล เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมองว่าโชคดีที่ศาลเจ้าซึ่งอยู่ใกล้เคียงถูกก่อสร้างขึ้นภายหลังและไม่ได้เชื่อมต่อกับตัวอาคารที่พังถล่ม เพราะหากโครงสร้างเชื่อมติดกัน อาจเกิดการพังถล่มต่อเนื่องในลักษณะโดมิโนได้
ด้าน นายดุสิทธิ์ บัวผาย อายุ 57 ปี เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนกำลังนั่งอยู่บริเวณหน้าศาลเจ้า ได้ยินเสียงดังเอี๊ยดจากตัวอาคาร จากนั้นกันสาดได้พังถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คนในบริเวณดังกล่าว และผู้เสียชีวิตเป็นบุคคลที่ตนรู้จักกันดี เป็นลูกเขยของร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าในพื้นที่ โดยช่วงเกิดเหตุกำลังจะเดินมารับพ่อตา ขณะนั้นภายในบริเวณดังกล่าวยังมีพนักงานอยู่ประมาณ 3 คน รวมถึงภรรยาและลูกของผู้เสียชีวิตที่อยู่ในเหตุการณ์และร้องไห้ด้วยความตกใจ หลังเกิดเหตุ พลเมืองดีและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงพยายามเข้าช่วยเหลือ โดยช่วยกันยกเศษปูนและซากอาคารที่ทับร่างผู้บาดเจ็บออก บางคนนำค้อนมาทุบเศษปูนเพื่อเปิดทางช่วยเหลือแต่ไม่สามารถนำออกมาได้ เนื่องจากมีซากปูนจำนวนมากทับอยู่ โดยในตอนแรกมองเห็นเพียงขาของผู้บาดเจ็บโผล่ออกมาเท่านั้น ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุและเร่งให้ความช่วยเหลือ ด้วยการตัดเหล็กและเคลื่อนย้ายเศษซากอาคารออก ก่อนนำตัวผู้บาดเจ็บออกมาปฐมพยาบาลและส่งโรงพยาบาล แต่สุดท้ายผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นายดุสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2554 แต่ไม่ทราบว่าอาคารดังกล่าวถูกใช้งานมานานเท่าใด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าโครงสร้างอาคารมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี และคาดว่าสาเหตุอาจมาจากวัสดุหรือโครงสร้างอาคารที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา และมองว่าโชคดีที่บริเวณด้านล่างยังมีคานรองรับบางส่วน เพราะหากไม่มีโครงสร้างดังกล่าวช่วยรับน้ำหนัก อาจส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมากกว่านี้
ต่อมาเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ดร.อิทธิพล พสิษฐ์โยธิน ประธานกรรมการกฎหมายและจรรยาบรรณ พร้อมทีมงาน ร่วมกันเดินทางลงพื้นที่มาสำรวจตรวจสอบอาคารพาณิชย์จุดเกิดเหตุ เพื่อดูแลโครงสร้าง และความปลอดภัยของอาคารจุดเกิดเหตุ
ดร.อิทธิพล ระบุว่า ทาง วสท. ได้รับการประสานจากทางกรุงเทพฯ ซึ่งหากเกิดเหตุลักษณะนี้ เพื่อมาตรวจสอบชิ้นส่วนของอาคาร ช่วงระหว่างรอการปรับปรุงว่าจะดำเนินการอย่างไร เบื้องต้นจากการเข้าตรวจสอบโครงสร้างภายในอาคาร จำนวน 3-4 คูหา ซึ่งจาก 2 คูหาแรกยังบ่งบอกโครงสร้างได้ไม่ค่อยชัดเจน ซึ่งเมื่อเข้าไปอาคารที่ 3 พบรอยปริลักษณะเป็นการก่ออิฐถือปูน อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี คานเป็นไม้ พื้นเป็นไม้ ส่วนกันสาดที่ถล่มเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งลักษณะอาคารเหมือนร่างกายมนุษย์มีความเสื่อมโทรม ยกตัวอย่าง อาคารที่ยื่น เหมือนเรายื่นแขนนานๆ วันแรกๆ อาจอยู่ได้นาน แต่จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เมื่อลดถึงระดับหนึ่งก็อาจพังอย่างที่เห็น

ส่วนการตรวจสอบในวันนี้ เพื่อดูความปลอดภัยภายในอาคารหลังจากที่เคลียร์ไปแล้วเมื่อวานนี้ เพื่อรอการตรวจสอบเชิงลึกอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้น คานบางส่วนที่ยังไม่ตัดอาจมีการทรุดลงสร้างความตกใจให้กับผู้ที่ผ่านไปมา ระหว่างการค้ำยันชั่วคราวเพื่อรอการตัด ส่วนโครงสร้างอื่นจะเป็นล็อกๆ แบบก่ออิฐถือปูนระหว่างกลางเป็นคานไม้ ยังไม่ค่อยน่ากังวล แต่ทางผู้ใช้อาคารต้องลดน้ำหนักการวางของบนชั้น 2 เพื่อกระจายน้ำหนักมาไว้ชั้นล่าง
ดร.อิทธิพล กล่าวอีกว่า ซึ่งทางเขตสัมพันธวงศ์จะต้องมีการลงพื้นที่มาตรวจสอบอาคารลักษณะนี้ในพื้นที่ เนื่องจากอาคารอื่นๆ มีความใกล้เคียงกัน แต่เท่าที่ดูยังไม่ต้องรื้อทั้งหมด เนื่องจากเป็นเฉพาะส่วนกันสาดด้านหน้า ส่วนแบริ่งวอลกับพื้นภายในยังคงใช้งานได้อยู่ ทั้งนี้จึงได้แนะนำให้ทั้งเขตได้มีการตัดกันสาด ชั้น 1 ที่เหมือนจะพังลงมา และจะต้องค้ำยันไม่ให้หล่นลงมา
ด้าน สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ เปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับชาวบ้านจะมีการรวมตัวไปยื่นขอทำการซ่อมแซมกันสาด จึงแนะนำให้ประสานกับทางวัดไตรมิตรซึ่งเป็นเจ้าของที่เพื่อทำตามขั้นตอน

อย่างไรก็ตามทางปลัดกรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าให้ทุกสำนักงานเขตทำการตรวจสอบกันสาด หลังช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้น ส่วนของเขตสัมพันธวงศ์ได้มีการให้นายตรวจทำการลงพื้นที่หากพบว่าอาคารไหนสุ่มเสี่ยงจะทำหนังสือไปถึงเจ้าของอาคารเพื่อให้มีการปรับปรุง ซึ่งระหว่างนี้ จะลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารข้างเคียงที่เกิดเหตุ และออกประกาศให้ผู้อาศัยได้ทราบ ทั้งนี้เขตสัมพันธวงศ์ได้มีการลงพื้นที่อยู่ตลอด รวมถึงอาคารร้างที่ไม่มีผู้พักอาศัย หากพบมีความสุ่มเสี่ยงก็จะทำหนังสือ แจ้งเจ้าของพื้นที่เพื่อปรับปรุง นอกจากนี้ทางปลัดกรุงเทพมหานครยังได้มีคำสั่งให้ทางสำนักงานเขตร่วมกับสำนักการโยธา ประสานกับ วิศวกรรมสถาน (วสท.) เพื่อจัดทำแผน ลงพื้นที่ร่วมกับวิศวกรรมอาสา ที่ขึ้นทะเบียนกับ วสท. ลงพื้นที่ จัดทำแผน ดูความเสี่ยงเป็นลำดับ ว่าอาคารไหนมีความเสี่ยงมากน้อย เพื่อจะให้แก้ไขตามกฎหมายควบคุมอาคารต่อไป



