เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา  : “พิรงรอง Effect สะเทือนอุตสาหกรรมสื่อ ?”  โดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภาองค์กรของผู้บริโภค หลังคำตัดสินของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณีกรรมการ กสทช. “พิรงรอง รามสูต” กำลังส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภค และอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อไทย

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า  Effect ที่เกิดขึ้น คือ ผลกระทบต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อไปเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจจะกังวลในการตัดสินอะไร หรือมีความเห็นอะไร อาจจะกลัวว่าจะเหมือนกรณีนี้ จนทำให้ไม่ตัดสินใจที่จะทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เพราะกลัวว่าเมื่อไหร่ที่ต้องตัดสินใจอาจจะเจอแบบนี้ ซึ่งเรื่องนี้ผิดวิสัย ควรจะฟ้องที่ศาลปกครอง ไม่ใช่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งต่อไปจะมีเรื่อง OTT ที่ต้องกำกับดูแล แต่หาก กสทช. ไม่มีอำนาจ  สุดท้ายแล้วอยากจะให้มีการแก้กฎหมาย กสทช.

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะทำงานคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และกรรมการนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า  ถึงเวลาที่ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับ กสทช. หลังจากที่ผ่านมาต้องการให้อิสระ เสรีภาพของภาคเอกชนได้ทำธุรกิจอย่างเสรี เลิกระบบอำนาจนิยมอุปถัมภ์ และทุนนิยมอภิสิทธิ์ แต่ตอนนี้เราได้เห็นการเติบใหญ่ของเอกชนแล้วนำไปสู่การผูกขาด บทบาทของรัฐก็อ่อนแอลง ต้องดูว่าเกิดความผิดพลาดตรงไหน ที่เหลือรายใหญ่แค่ 2 ราย สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ อาจารย์พิรงรอง รามสูต ได้ปกป้องอุตสาหกรรมสื่อมวลชนที่มีความยากลำบากมากในการที่เขาจะต้องเข้าสู่ระบบใบอนุญาต ที่ได้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นใบอนุญาต

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของอาจารย์พิรงรอง จริงๆ แล้วคือเรื่องของ กสทช. มากกว่า ที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล บทบาทหลักของ กสทช. มีอยู่ 3 คำใหญ่ๆ คือ การแข่งขันเสรี ที่เป็นธรรม และคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งสิ่งที่อาจารย์พิรงรองกำลังทำอยู่ในบทบาทของ กสทช. ถ้าเกิดไม่ทำ คือผิดปกติ เพียงแต่ว่ากลไกของ กสทช.ผิดปกติ ควรจะต้องทำนานมากๆ แต่กลับไม่มีการทำ ทำให้ผู้เสียผลประโยชน์ คือ ผู้บริโภค

“อาจารย์พิรงรองมีคุณสมบัติทุกอย่าง มีผลงานการันตีที่มีความชำนาญในเรื่องของการกำกับดูแลสื่อ คนที่ทำงานสื่อรู้กันดีว่าในบอร์ดของ กสทช. ที่ผ่านมาไม่ใช่ปัจจุบัน ส่วนใหญ่แล้วคือไม่ใช่คนทำงานสื่อเลย ไม่มีความรู้เรื่องสื่อ ดังนั้นการมาของอาจารย์ ทุกคนในวงการสื่อดีใจมาก ที่จะเป็นประโยชน์ของสังคมของผู้บริโภค แต่อยู่ๆ ก็เกิดเหตุขึ้น หากโดนคดีต่อไปใครจะกล้าเข้ามาทำงานด้านสื่อสารมวลชน”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เข้าใจความรู้สึกของอาจารย์พิรงรอง เพราะรู้จักเป็นการส่วนตัว แต่การทำงานมาตลอดชีวิตพิสูจน์ได้ว่า ไม่เคยนำเรื่องส่วนตัวมาเป็นหลักในการตัดสินใจถึงความถูกต้อง และตนเองก็ไม่เคยมีปัญหากับทรู ทุกวันนี้ยังเป็นลูกค้าของทรูไอดี ประเด็นนี้ขอให้ดูว่า คดีความยังไม่ถึงที่สุด ดังนั้นอย่าเพิ่งไปด่วนสรุป และคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานเกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม หลายคนจึงไม่อยากเปิดเผยชื่อ ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหานี้จึงสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก จากมีการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ และการผูกขาดตลอดเวลา เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ากฎหมายไม่รู้กี่เท่าตัว เป้าหมายของภาครัฐที่จะคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ จึงมีอุปสรรคการทำงานขององค์กรอิสระ เพราะกฎหมายเขียนอย่างไรก็ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวว่า  ทุนไม่พอใจอาจารย์พิรงรอง และมองว่า อาจารย์พิรงรองถูกนำเอาเทคนิคทางกฎหมายมาเล่นงานมากกว่า  ซึ่งเดิมไทยมีปัญหาเสรีภาพสื่อ  จึงมีการกระจายให้เอกชนเข้ามาทำสื่อ และมี กสทช.มีหน้าที่กำกับดูแลและให้เสรีภาพคุ้มครองผู้บริโภค และให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการแข่งขันกัน และผลดีตกกับผู้บริโภค แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุนขนาดใหญ่เกิดการผูกขาด  ทำให้อำนาจเงินมีอำนาจเหนือกฎและผู้กำกับดูแลไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่องผู้กำกับดูแลด้านพลังงาน  นี่คือตัวปัญหาที่แท้จริง  สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้นักวิชาการ ไม่กล้าเข้ามาเป็น กสทช. อีก