หลังจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศมติที่ประชุม กกพ. เห็นชอบตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดใหม่ เดือน พ.ค.-ส.ค. 68 ที่ประชาชนจะต้องจ่ายหน่วยละ 4.15 บาท ซึ่งเป็นอัตราเท่ากับค่าไฟฟ้างวดปัจจุบัน สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการโพสต์แสดงความเห็นผ่านช่องทางโซเชียลต่างๆ เช่น ไหนบอกว่า จะเห็นค่าไฟ 3.70 บาท, ดีแต่พูด ไม่เห็นดีตอนทำ, เทคนิคหาเสียง เนื่องจากที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศจะทำให้ค่าไฟเหลือ 3.70 บาท ล่าสุดยังระบุว่า จะทุบค่าไฟให้เหลือ 2.50 บาทอีกเช่นกัน

ขณะที่ที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ได้ประกาศนโยบายต้องการปรับลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 4.15 บาทหน่วยเช่นกัน โดยจะปรับโครงสร้างก๊าซธรรมชาติพูลก๊าซ ให้เกิดความเหมาะสมระหว่างการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนของราคาก๊าซธรรมชาติ และมีผลให้อัตราค่าไฟฟ้าปรับลดลงได้ และยังมีข้อเสนอของ กกพ. เสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทบทวนเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ซึ่งได้รับการต่อสัญญาและให้ได้รับการอุดหนุนส่วนต่างต้นทุน (Adder) รวมทั้งมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (FiT) จากผู้ผลิตไฟฟ้า เพื่อจะให้ค่าไฟสามารถปรับลดลงได้อีก 17 สตางค์

แต่ทาง นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ได้หารือกับผู้แทนสำนักงานกฤษฎีการะบุว่า ข้อเสนอของ กกพ. เพื่อปรับลดค่าไฟในแนวทางนี้ “ไม่สามารถทำได้” เนื่องจากการรื้อสัญญา จะถูกเอกชนฟ้องได้ ซึ่งจากถ้อยคำที่ได้ประกาศลดค่าไฟ และข้อเสนอต่างๆ ทำให้ประชาชนต่างมีความหวังค่าไฟงวดใหม่จะต้องปรับลดลง เมื่อ กกพ. ประกาศตรึงค่าไฟ จึงทำให้ประชาชนต่างผิดหวังอย่างมาก

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีมีมติตรึงค่าไฟ 4.15 บาทต่อหน่วยงวด พ.ค.-ส.ค. 68 ว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมาก ที่ กกพ. ประกาศตรึงค่าไฟงวดใหม่หน่วยละ 4.15 บาท ทั้งที่มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้อีก ตามข้อเสนอของหน่วยงานๆ ต่าง เช่น ภาคเอกชน นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งจะทำให้ค่าไฟลดลงไปเหลือ 3.70 บาทได้ ทำให้ประชาชนต้องเสียโอกาส และไทยต้องสูญเสียความขีดความสามารถการแข่งขันจากค่าไฟที่อยู่สูง  

“สิ่งที่น่าเสียดาย คือ หน่วยงานที่พิจารณาค่าไฟ ไม่ได้นำข้อเสนอต่างๆ ของภาคเอกชน หรือนักวิชาการไปใช้เลย ไม่มีการพยายามปรับแก้ไขอะไร ทำให้คนไทยต้องใช้ไฟสูงต่อไปอีก 4 เดือน ทั้งที่ควรต้องปรับดลงได้ ที่ผ่านมารัฐบาลเคยประกาศแนวคิดต้องการเห็นค่าไฟ 3.70 บาทต่อหน่วยมาแล้ว แต่จะเห็นว่าการทำงานระหว่างนโยบายภาครัฐกับ กกพ. ยังมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ทำให้การดำเนินงานที่ไม่สอดประสานกัน ไม่มีการตกผลึกความคิดและแนวทางเพื่อประชาชนร่วมกันอย่างแท้จริง”

สำหรับข้อเสนอของ ส.อ.ท. ที่จะทำให้ค่าไฟลดลงไปอีก 0.45 บาท เหลือ 3.70 บาท จาก 4.15 บาท มองว่า สามารถทำได้

1. การเปลี่ยนเจ้าหนี้ (รีไฟแนนซ์) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยการออกพันธบัตร จะทำให้ค่าลดลงได้ 0.10 บาท

2.ลดไขมัน จากการมีกำไรแฝงทั้งระบบไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคตั้งแต่การจัดหาก๊าซธรรมชาติ, การไฟฟ้า, โรงไฟฟ้าเอกชน เช่น ค่าความพร้อมจ่าย หรือค่าความพร้อมเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้า (เอพี) จะ ให้ค่าไฟลดลงได้ 0.15-0.20 บาท

3. เพิ่มเชื้อเพลิงราคาถูก เช่น การเปิดเสรีโซลาร์, การปรับแอดเดอร์ ในโรงไฟฟ้า ที่คืนทุนแล้ว เพื่อลดการนำเข้า แอลเอ็นจี ที่แพง จะทำให้ค่าไฟลดลง 0.10-0.15 บาท

4.ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหาร เช่น การประมูลซื้อไฟฟ้า จัดหาแอลเอ็นจี แบบเสรี แทนกำหนดราคาเป้าหมาย, ลดการสูญเสียจากผู้ลักลอบใช้ไฟฟ้าฟรี, ส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงาน จะทำให้ค่าไฟลดลงไป 0.10 บาท

“มองว่า ข้อ 1-3 สามารถทำได้ทันที จะเห็นผลได้เร็ว แต่จะทำให้ลดลงได้ทันทีเลยหรือไม่ก็ต้องดู ส่วนข้อ 4 ก็ต้องเริ่มดำเนการเลยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ยังเหลือเวลาอีก 1 เดือนที่จะประกาศใช้ค่าไฟงวดใหม่ จึงอยากให้ กกพ. และกระทรวงพลังงาน หาแนวทางลดค่าไฟงวดใหม่ต่อไป เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันภาคเอกชน ที่สำคัญการแก้ปัญหาครั้งนี้ อยากให้แก้ที่ต้นเหตุ ของค่าไฟฟ้าที่แพงที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศ อย่าโยนภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และอย่าแก้ปัญหาแค่การโยกตัวเลขเท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นทุก 4 เดือน ประชาชนก็ต้องมาลุ้นกันใหม่อยู่ดี”