นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. มีนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร (กม.) ฉบับแก้ไขตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยหลังจากนี้ รฟท. จะส่งร่างสัญญาดังกล่าวไปยังคณะกรรมการกำกับ ก่อนส่งไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด และส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า หาก ครม. เห็นชอบร่างสัญญาดังกล่าว คาดว่าจะสามารถลงนามร่างสัญญาฯ ระหว่าง รฟท. และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด บริษัทในกลุ่ม ซี.พี ได้ประมาณเดือน มิ.ย. 2568 และจะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) แก่ผู้รับจ้างทันที โดยผู้รับจ้างต้องเริ่มงานภายในวัน 30 วัน นับจากวันที่ รฟท. ออก NTP ให้ เบื้องต้นงานก่อสร้างจะเริ่มพร้อมกันตลอดทั้งเส้นทาง แต่ รฟท. จะเร่งรัดให้ดำเนินการใน 2 จุดเป็นการเร่งด่วนก่อน ได้แก่ บริเวณใต้รันเวย์ที่ 2 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และบริเวณโครงสร้างทับซ้อนกับสัญญาที่ 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ของโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยการก่อสร้างทั้งหมดจะใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี ซึ่งตามแผนงานคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ และพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2573
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขสัญญาดังกล่าวนั้น เป็นไปตามมติ กพอ. เมื่อเดือน ม.ค. 2568 ที่มอบให้ รฟท. แก้ไขตามหลักการของบอร์ด กพอ. ใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน จากเดิมสร้างเสร็จแล้วรัฐค่อยจ่าย ปรับเป็นการจ่ายไปสร้างไป แต่เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม 4 ส่วน รวมประมาณ 1.52 แสนล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐร่วมลงทุนงานโยธา 1.25 แสนล้านบาท, งานระบบ 1.48 หมื่นล้านบาท, หลักประกันคุณภาพบริการ 748.25 ล้านบาท และค่าสิทธิในการร่วมลงทุนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ 10,671 ล้านบาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ย) โดยหลักประกันทั้ง 4 ส่วนนี้ เอกชนจะต้องดำเนินการภายใน 270 วัน หลังจากมีการลงนามสัญญาฉบับแก้ไข
2.การชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ จากเดิมจ่ายก้อนเดียวทั้ง 10,671 ล้านบาท ปรับเป็นแบ่งชำระ 7 งวด งวดละประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยงวดแรกจะต้องจ่ายในวันที่ลงนามสัญญาฉบับแก้ไข 3.กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มเติม โดยเอกชนมีผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 4.การยกเว้นเงื่อนไขการออก NTP เดิมเอกชนต้องยื่นขอส่งเสริมการลงทุนกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปรับเป็นให้ยกเว้นเงื่อนไขนี้ เพื่อให้สามารถออก NTP เริ่มงานได้ทันทีหลังลงนามสัญญาฯ และ 5.การป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยปรับปรุงข้อสัญญา ในส่วนของเหตุสุดวิสัย และเหตุผ่อนผันให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงการอื่น.



