จากกรณีเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ขนาด 7.7 ลึก 10 กม. เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา บริเวณรอยเลื่อนสะกาย แต่แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายจังหวัด รวมถึงพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ทำให้อาคาร บ้านเรือน คอนโดมิเนียม สำนักงาน ล้วนได้รับผลกระทบ มีรอยแตกร้าวตามผนังกำแพง ฝ้าเพดานร่วง พื้นกระเบื้องแตก เป็นต้น ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ ผบ.เรือนจำจังหวัดนนทบุรี และในฐานะรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ว่า เรือนจำ/ทัณฑสถานหลายแห่งรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหว โดยเฉพาะเรือนจำที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว เรือนจำได้ประกาศแจ้งให้ผู้ต้องขัง ญาติที่มาเยี่ยม และเจ้าหน้าที่ออกห่างจากตัวอาคารมาอยู่ในสถานที่โล่งแจ้งปลอดภัย และให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดความตื่นตกใจ จนกระทั่งได้รับแจ้งว่าสถานการณ์ปกติ ปลอดภัย จึงกลับเข้าภายในอาคารได้ ทั้งนี้ ภายหลังเกิดเหตุ ได้ดำเนินการตรวจสอบความเสียหายของอาคารสถานที่ เช่น อาคารเรือนนอน อาคารฝึกวิชาชีพ อาคารเยี่ยมญาติ แนวกำแพง ระบบเสริมความมั่นคง บ้านพักเจ้าหน้าที่ ฯลฯ  ซึ่งเรือนจำส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นอาคาร 1-2 ชั้น จึงรับรู้แรงสั่นสะเทือนไม่มากนัก และจากการรายงานของเรือนจำต่างๆ ไม่พบความเสียหายที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างและความมั่นคง เบื้องต้นมีเรือนจำ 4 แห่ง ที่แจ้งว่าพบรอยร้าวเล็กน้อยที่ผนังห้อง แต่ยังไม่มีการขนย้ายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำอื่นๆ แต่อย่างใด  

รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เผยอีกว่า ขณะเกิดเหตุผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่เกิดความตื่นตระหนกตกใจอยู่บ้าง ซึ่งเรือนจำได้ทำความเข้าใจและแจ้งแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ต้องขังในขณะเกิดแผ่นดินไหว เช่น ควบคุมสติไม่ตื่นตกใจ ให้ออกห่างจากอาคาร เป็นต้น ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ได้ให้เรือนจำดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุและมาตรการที่กำหนด มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ มีการติดตามสถานการณ์จากสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 

รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เผยต่อว่า กรมราชทัณฑ์กำชับเรื่องการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ผู้บริหารได้สั่งการให้ตรวจสอบความมั่นคงปลอดและสำรวจความเสียหาย ทั้งในพื้นที่เรือนจำ และพื้นที่ส่วนกลางโดยผู้เชี่ยวชาญ และรายงานผลมายังกรมราชทัณฑ์เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมต่อไป 

นอกจากนี้ ยังให้เรือนจำสร้างความเข้าใจ ให้ความรู้แก่ผู้ต้องขัง และให้นักจิตวิทยา บุคลากรทางการแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ประเมินสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง เนื่องจากอาจยังตื่นตระหนก วิตกกังวล และเป็นห่วงบุคคลในครอบครัวที่อยู่นอกเรือนจำ โดยเฉพาะผู้ต้องขังชาวพม่า เพื่อจะได้เยียวยาและฟื้นฟู พร้อมทั้งแจ้งญาติให้ทราบถึงสถานการณ์ในเรือนจำเพื่อคลายความกังวล

รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เผยด้วยว่า เมื่อสถานการณ์ในเรือนจำเป็นปกติเรียบร้อยดีแล้ว ขอให้เรือนจำพิจารณานำผู้ต้องขังจิตอาสาออกบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ เช่น ทำความสะอาดซ่อมแซมบ้านเรือน ขนย้ายสิ่งของ เป็นต้น โดยขณะนี้ ศูนย์ราชการช่วยเหลือสังคมเขต 5 นำโดยเรือนจำกลางเชียงใหม่ได้นำผู้ต้องขังออกไปทำความสะอาด ซ่อมแซมบ้านเรือนให้ประชาชนในตำบลช้างคลาน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวแล้ว 

“เรือนจำจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจความเสียหายและความมั่นคง เช่น เรือนจำอำเภอแม่สอด เชิญโยธาธิการและผังเมือง จ.ตาก เข้าตรวจแนวกำแพงและอาคารในเรือนจำ”

รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ ปิดท้ายว่า ส่วนเรือนจำ/ทัณฑสถาน ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือขยายกำแพง 8 แห่ง  เช่น โรงพยาบาลราชทัณฑ์แห่งที่สอง  เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ จากรายงานผลการตรวจสอบไม่พบความเสียหายที่กระทบต่อโครงสร้างและความมั่นคง จึงขอประชาสัมพันธ์ญาติพี่น้องไม่ต้องกังวล สถานการณ์ทั่วไปในเรือนจำทั่วประเทศปกติ กรมราชทัณฑ์ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ตลอดจนขอให้กำลังใจหน่วยงานและผู้ให้การช่วยเหลือทุกท่าน.