จากกรณีเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรง 8.2 ริกเตอร์ ความลึก 10 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางบริเวณเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ส่งผลกระทบมายังประเทศไทย ทำให้หลายจังหวัดได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” นักสื่อสารวิทยาศาสตร์และอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์สาเหตุที่ “พระธาตุอินทร์แขวน” ไม่เป็นอะไรลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวJessada Denduangboripant หลังเกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเมียนมา

โดยอาจารย์เจษฎา ระบุข้อความว่า “พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุด หรือ “เบญจมหาบูชาสถาน” ของประเทศเมียนมา ที่แม้จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่ระดับความแรง 8.2 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา และทำให้ยอดของพระธาตุสั่นไหวไปตามความรุนแรง จนกลายเป็นคลิปไวรัล แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบจริงหรือไม่ ซึ่งก็ทำให้หลายต่อหลายคนแปลกใจ ที่หินยักษ์ก้อนนี้ ซึ่งมีน้ำหนักหลายร้อยตัน และมาตั้งอยู่บนริมผา ในลักษณะท้าทายแรงดึงดูดของโลก จนดูเหมือนจะตกมิตกแหล่ กลับไม่มีการเคลื่อนแต่อย่างใด”

นอกจากนี้ “หลังในเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งก็คงเป็นเพราะมีหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าก้อนหินพระธาตุอินทร์แขวนนี้ เกิดจากการที่ในอดีต มีก้อนหินเคลื่อนที่หล่นลงมา แล้วติดคาอยู่ริมเพิงผาของยอดเขาพวงลวง โดยมีจุดศูนย์ถ่วงที่สมดุลพอดี ทำให้น้ำหนักไปอยู่บนต้วหน้าผา มากกว่าออกไปทางส่วนที่ยื่นออกไปจริงหรือ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นครับ ก้อนหินที่ตั้งอยู่ของพระธาตุอินทร์แขวนนี้ จริงๆแล้วเป็น “หินก้อนเดียวกันกับตัวหน้าผา” นั่นแหละครับ”

อย่างไรก็ตาม “โดยเกิดในทางธรณีวิทยานั้น ก้อนหินที่เห็นตั้งอยู่บนหน้าผา จริงๆ แล้ว เป็นผลจากการที่น้ำ ไปกัดเซาะ (erosion) ชั้นหินแกรนิตที่แตกร้าวในแนวตั้งและแนวนอน ทำให้น้ำไหลไปตามแนวรอยแยกของหิน และกัดเซาะเปลี่ยนแปรรูปร่างของหินอย่างช้าๆ เป็นเวลาอันยาวนาน จนทำให้ก้อนหินดูเป็นรูปกลมเกลี้ยงขึ้น และดูหลอกตา เหมือนกับว่าก้อนหินนี้ถูกยกขึ้นไปวางไว้บนหน้าผา อย่างน่าอัศจรรย์ครับ”

ขอบคุณข้อมูล : Jessada Denduangboripant