นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาใน จ.ภูเก็ต ว่า การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด การโยกย้าย 2 รองผู้ว่าฯ ที่มีข่าวความขัดแย้งกันและถูกเชื่อมโยงกับหลายเรื่องใน จ.ภูเก็ต ไปจังหวัดอื่น โดยคนหนึ่งไปที่ จ.นครศรีธรรมราช อีกคนไปสงขลา มันไม่ใช่การลงโทษ ในกระทรวงมหาดไทยรู้ดีว่า 2 จังหวัดดังกล่าวถูกจัดเป็นเกรดเอเหมือนกับ จ.ภูเก็ต และมีขนาดใหญ่กว่า มีผลประโยชน์มหาศาลไม่ต่างกับจังหวัดเดิม และเจตนาต้องการแค่ลดกระแสเท่านั้น ส่วนผู้ว่าฯที่ถูกโยกย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นการตอกย้ำข่าวลือเรื่องการขู่ย้ายผู้ว่าฯ ว่ามีมูล ในเมื่อผู้ว่าฯคนเก่าทำงานดี จนรองผู้ว่าฯไม่พอใจเพราะไปขัดขวางหลายการกระทำ เหตุใดจึงไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อแก้ปัญหา
นายสุรเดช กล่าวว่า การแก้ปัญหา ต้องแก้ทั้งระบบ ต้องมีการถ่วงดุลอำนาจส่วนราชการในจังหวัดด้วย การจัดการแบบนี้ต้องใช้ตำรวจส่วนกลาง เริ่มต้นต้องหาข้อมูล รัฐบาลรู้ดีว่า ใครเป็นคนเรียกค่าคุ้มครอง ใครเป็นหัวหน้า โยงกับนอมินีต่างชาติกลุ่มไหน ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ยาก โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว รู้ว่าใครเป็นใคร และควรเอา จ.ภูเก็ต เป็นโมเดลในการจัดการผู้มีอิทธิพล ต้องมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบ เช่น กองปราบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ การมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปจะทำให้ตำรวจและข้าราชการในพื้นที่ตื่นตัว กลัว จะไม่กล้าไปรับส่วย ทุกอย่างต้องระมัดระวัง ตำรวจกองปราบไปได้ทั่วประเทศ มีอำนาจตามกฎหมายและจับกุมได้
นายสุรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องถือหุ้นแทนนอมินีต่างชาติ ทุนเทานั้น ปัจจุบันพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายเกี่ยวกับนอมินี ค่อนข้างแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 – 1,000,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 – 50,000 บาท ดังนั้น ถ้าเราบังคับใช้จริงจัง นอมินีจะเบาบางลง แต่รัฐบาลต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย
นายสุรเดช กล่าวว่า ขณะนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง หรือ รัสเซีย-ยูเครน คนในประเทศเหล่านี้มีทั้งคนดีและไม่ดี จึงต้องแสวงหาสถานที่ใหม่ มาหลบภัย หรือมาหาทางทำธุรกิจ มาลงหลักปักฐาน ส่วนใหญ่จะมองประเทศไทย เพราะประเทศไทยคุ้มค่าในการมาใช้จ่าย จึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ปีหนึ่ง 30 กว่าล้านคน ตนมองว่า ฟรีวีซ่าไม่มีความจำเป็นแล้วในสถานการณ์แบบนี้ จะทำให้เสี่ยงว่า ใครก็เข้ามาประเทศได้ ดังนั้น จะลดฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เป็น 30 วัน หรือ 15 วัน ต่อให้ลดเหลือ 10 วัน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเข้ามาฟรี จึงต้องยกเลิกเลย เพื่อให้เข้าระบบของกระทรวงการต่างประเทศ คัดกรองคนตั้งแต่ต้นทาง คนที่อยู่ ที่เป็นนอมินี ทุนเทา ก็จะเข้า-ออก ลำบาก ครั้งหน้ากลับไป จะกลับเข้ามาต้องถูกคัดกรองว่า มีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ จะทำให้พวกนี้ทำธุรกิจเทาๆ ในประเทศไทยลำบาก เราต้องมองเรื่องความมั่นคงก่อน ตอนนี้มีชาวต่างชาติ เช่น จีน ซึ่งมีทุนเทาจำนวนมาก ที่หนีมาจากจีนและมาตั้งรกรากในไทยจำนวนมาก และจะเอาเครือข่ายเข้ามาเพิ่ม ทุนเทาพวกนี้จะทำสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอิสราเอล ที่ไปยึดเกาะพะงัน หรือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ตรงนี้ต้องแก้ไข ไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามาแล้วแย่งงานคนไทยและสร้างปัญหา
นายสุรเดช กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลว่า หากยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่าจะทำให้การท่องเที่ยวตกลงนั้น รู้ได้อย่างไรว่า การท่องเที่ยวจะตก การท่องเที่ยวสำคัญคือ ต้องหานักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาท่องเที่ยวและกลับประเทศ ไม่ใช่มาหาช่องทางทำธุรกิจผิดกฎหมาย จำเป็นต้องคัดกรองจากสถานทูตของเราเท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ต้องคุยกันว่า เราจำเป็นต้องยกเลิก เพราะประเทศเรากำลังประสบปัญหาแบบนี้ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศพูดคุยกับกระทรวงการต่างประเทศนั้นๆ ได้ ดังนั้น ควรที่จะยกเลิกฟรีวีซ่า อย่างน้อยในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะมันล่อแหลมเกี่ยวกับความมั่นคง
‘อยากให้นายกฯและรัฐบาลเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่จบแค่ลงพื้นที่ ไม่ใช่แค่มอบหมายงานรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่โยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ แต่ลงไปแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ปัญหาได้ถูกแก้ไขและน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด’นายสุรเดช ระบุ



