น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ว่า ได้ติดตามผลหลังเปิดแจ้งเบาะแสผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐเป็นระยะเวลา 18 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. – 4 เม.ย. มีจำนวนผู้ที่แจ้งเบาะแสเข้ามาจำนวน 5,863 เรื่อง แบ่งเป็นร้านค้าออนไลน์ 3,434 เรื่อง ร้านค้าที่มีหน้า 2,311 เรื่อง และไม่ระบุ 118 เรื่อง ส่วนสถิติการปรามปรามบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วันที่26 ก.พ. – 2 เม.ย. 68 สามารถจับกุมได้แล้วกว่า 2,236 คดี และยึดของกลางได้ 1.6 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่า 295 ล้านบาท ถือว่าเป็นยอดการจับกุมที่เกือบสูงกว่าปี 67 ที่ผ่าน มีจำนวน 2,170 คดี อย่างไรก็ตามแม้จะพ้นระยะเวลา 30 วัน ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เร่งรัดแก้ปัญหานี้ ก็ยังต้องเดินหน้าทำงานต่อไป
“ในช่วงเริ่มต้นในการรับแจ้งเบาะแสร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐอาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ครบถ้วน เนื่องจากผู้แจ้งระบุโลเคชั่นไม่ชัดเจน ทำให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคหรือบก.ปคบ. รับเรื่องมาคัดกรองเป็นจังหวัดอีกที คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปดำเนินการในพื้นที่ต่อไป” น.ส.จิราพร กล่าว
ขณะเดี่ยวกันที่ประชุมยังได้ติดตาม 3 เรื่องที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ 1.การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยได้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้น ซึ่งได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ รับเรื่องนี้นี้เป็นคดีพิเศษ 2.เร่งรัดประชาสัมพันธ์ ถึงภัยของบุหรี่ไฟฟ้าให้กับประชาชนรับรู้ 3.การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระเบียบและกาศกระทรวง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่สามารถตรวจรถขนส่งสินค้าที่ต้องสงสันได้ทันทีหากเจ้าของรถไม่ปรากฏตัว จากระเบียบเดิมที่จะต้องรอเป็นระยะเวลา 30 วันหากเจ้าของรถไม่ปรากฏตัว นอกจากนี้ยังได้เพิ่มโทษตามขั้นบันไดสำหรับผู้ลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าเข้าประเทศ ซึ่งครั้งแรกจะลิสต์เป็นรถที่ถูกจับจากเป็นพิเศษหากพบอีกก็จะลิสต์บัญชีดำห้ามส่งสินค้าเข้าประเทศอีก
อย่างไรก็ตามจากมาตรการที่เข้มงวดขึ้น ทำให้มีผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้าลดน้อยลง เพราะกลัวสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบและถูกลงโทษหนัก



