ถ้าเป็นเพียงผู้เช่าอาจเปลี่ยนที่หาทางใหม่ได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นเจ้าของ หรืออยู่ระหว่างผ่อนจ่ายคงคิดหนัก เรื่องนี้มีข้อกฎหมายใดควรรู้ เผื่อผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามกับ นายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ข้อมูลน่าสนใจหลายกรณี
เริ่มจากกรณีมีการทําสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดฯ โดยประชาชนเป็นฝ่ายผู้จะซื้อ แต่ถ้ายังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์แล้วต้องการยกเลิก ต้องไปตรวจสอบสัญญาก่อนว่ามีเงื่อนไขที่จะยกเลิกสัญญาได้กรณีไหนบ้าง ถ้าคอนโดฯ ที่จะมีการจะซื้อจะขายกันนั้นอยู่ระหว่างก่อสร้าง กรณีนี้เป็นธรรมชาติของคนที่จะรู้สึกไม่สบายใจว่า อาจเกิดรอยร้าว เอียง ซึ่งสามารถยกเลิกสัญญาได้ เพราะโครงสร้างคอนโดฯ ดังกล่าวต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ปรับปรุง ทําให้เกิดความล่าช้า
“เราสามารถอ้างเป็นเหตุผลยกเลิกสัญญา และเรียกเงินคืน แต่จำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาให้แล้วเสร็จก่อนทำเรื่องขอเงินที่ผ่อนจ่ายไปแล้ว กรณีนี้หากสามารถตกลงกับผู้พัฒนาโครงการ เจ้าของโครงการได้ก็ไม่ต้องไปถึงชั้นศาล”
อีกกรณี คือ ผู้ซื้อคอนโดฯ สามารถไปแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่มีอํานาจหน้าที่เข้ามาดูแล โดย สคบ.จะเชิญคู่สัญญามาเจรจา หากลงตัวก็จบ หากเจรจาไม่ได้จะมอบหมายให้คู่ความฟ้องกันเองเช่นเดียวกัน
ส่วนอีกช่องทาง คือ ก่อนเลิกสัญญาควรปรึกษาทนายความ เพื่อให้ความเห็น คําแนะนํา กระทั่งทําหนังสือบอกเลิกสัญญาเรียกเงินที่มีการผ่อนค่างวดไปก่อนหน้า ภายในระยะเวลาตามสมควร ถ้าพ้นกําหนดแล้วคู่กรณีฝ่ายที่จะขายคอนโดฯ ไม่ได้จ่ายเงินคืนก็สามารถใช้สิทธิทางศาลได้เลยเช่นกัน
สำหรับเหตุผลที่ควรปรึกษาทนายความ เนื่องจากถ้าคนจะซื้อจะขายมีความรู้มากพอ ในชั้นเจรจาสามารถทำได้เอง แต่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวมีหลายบท หลายมาตราเกี่ยวพัน ขณะเดียวกันหากขึ้นศาลอย่างไรก็จำเป็นต้องให้ทนายความเป็นผู้เขียนคำฟ้อง คำร้องต่าง ๆ ซึ่งกรณีผู้ประสบเหตุเสียทรัพย์สินไปแล้วจำนวนมาก ไม่มีเงิน หรือมีรายได้ไม่พอ กว่าจะเก็บออมมาซื้อคอนโดฯ สักห้อง เช่น มีเงินเดือนหมื่นกว่าบาท ยังเช่าห้องอยู่ จ่ายค่าห้องเดือนละ 4,000-5,000 บาท และบางส่วนไปผ่อนคอนโดฯ อีก
กลุ่มเหล่านี้เข้าข่ายไม่มีรายได้เพียงพอไปว่าจ้างทนายความ สามารถมาใช้บริการฟรีจากสภาทนายความฯ ได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประสบเหตุจากแผ่นดินไหวเท่านั้น
นายวิเชียร ยังให้ข้อมูล กรณีประชาชนที่ได้กรรมสิทธิ์ห้องคอนโดฯ แล้วมีปัญหาโครงสร้าง รอยแตกร้าว เฟอร์นิเจอร์เสียหาย รถยนต์ถูกเศษปูนหล่นใส่ว่า ต้องอธิบายว่าปกติอาคารชุด หรือคอนโดฯ มีนิติบุคคลดูแล ส่วนใหญ่มีการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยอาคารชุด โดยหลักการที่พบถ้าเกิดความเสียหาย ทางผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชอบ
ยกตัวอย่าง ถ้าคอนโดฯ มีประกันแล้วเกิดภัยพิบัติ ไม่มีอัคคีภัย หรือเหตุอื่นๆ ทําให้ตัวอาคาร ผนังทรุด แตก ร้าว บริษัทประกันภัยต้องจ่ายให้นิติบุคคลแล้วนิติบุคคลนำเงินมาตกแต่ง ซ่อมแซมคืนสภาพเดิม ขณะเดียวกันถ้าทรัพย์สินที่อยู่ในห้องได้รับความเสียหายต้องดูว่านิติบุคคลได้ทำสัญญาครอบคลุมถึงการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้หรือไม่ ถ้ามีในสัญญาบริษัทประกันต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับทางเจ้าของห้องชุดเช่นเดียวกัน
นายวิเชียร ระบุ ปัจจุบันมีเจ้าของห้องพักอาคารชุดนิยมซื้อประกันภัยเฉพาะห้องของตัวเอง เป็นการทำประกันเสริม แยกต่างหากกับประกันของนิติบุคคล เพื่อรับประกันความเสียหายอย่างไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ถ้ามีเงื่อนไขอยู่ในสัญญากรมธรรม์ เราจะได้เงินค่าชดเชยตามที่ตกลงไว้
“ฝากเป็นข้อคิด ในกรณีจะไปซื้อบ้าน หรืออาคารชุด ควรสอบถามตัวแทนของผู้รับประกัน เกี่ยวกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้ชัดเจนว่า เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง บางคนไม่ได้ใส่ใจซื้อแบบทั่ว ๆไป อาจได้รับการคุ้มครองไม่ทั่วถึง หรือคุ้มครองแบบถูกจํากัดจํานวนเงินชดใช้”
อย่างไรก็ตาม กรณีพบสภาพห้องเสียหายจากแผ่นดินไหว เบื้องต้นขอให้ตั้งสติ อย่าตระหนกเกินเหตุ ที่สําคัญให้รีบถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวแบบครบทุกมุม เพื่อให้มีหลักฐานไปแจ้งนิติบุคคลและบริษัทประกันภัยกรณีที่มีการซื้อเพิ่ม และรับค่าชดเชยตามตกลง ทั้งนี้ หากเก็บกวาดแต่ยังไม่ทิ้งให้ถ่ายภาพทีหลัง ยังพออนุโลมตามเหมาะสมของบริษัทประกันนั้นๆ
นายวิเชียร ทิ้งทายอีกกรณีที่เป็นเจ้าของห้องให้เช่า การรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจากข้าวของเสียหายต้องดูสัญญาการเช่าระหว่างกัน ถ้าความเสียหายเล็กน้อย เช่น กระจกห้องน้ำแตก ของใช้ที่เป็นแก้วแตก ถือเป็นการใช้งานจนเสียหายได้ ผู้เช่าต้องจ่ายเอง แต่ถ้าของชิ้นใหญ่อย่าง แอร์ ทีวี ร่วงจากเหตุภัยพิบัติ ผู้ให้เช่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แม้ในสัญญาอาจระบุเรื่องผู้เช่าต้องรับผิดชอบ หากเกิดความเสียหายกับเฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของที่อยู่ในห้องเช่าก็ตาม.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน






