อย่างที่เรารู้กันล่วงหน้าอยู่แล้วว่า การเข้ามาของ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ จะทำให้โลกปั่นป่วน ซึ่งนับตั้งแต่ วันที่ 20 ม.ค. 68 ทรัมป์ ได้ออกมาตรการการค้าอะไร มาป่วนโลก ป่วนเศรษฐกิจไทย พาไปติดตาม Timeline มาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา สมัยรัฐบาล ทรัมป์ 2.0 กัน
- 20 ม.ค. 68 ออกบันทึกคำสั่งประธานาธิบดี America First Trade Policy ประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ คือ การแก้ไขการค้าที่ไม่เป็นธรรม ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) และประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลภายในเดือน เม.ย. 68
- 1 ก.พ. 68 เก็บภาษีศุลกากรอีก 25% กับสินค้านำเข้าทุกชนิดจากแคนาดาและเม็กซิโก ยกเว้นสินค้าพลังงานจากแคนาดาที่เก็บอีกในอัตรา 10% โดยเดิมให้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 68 แต่ได้เลื่อนออกไปอีก 1 เดือน ให้มีผลใช้บังคับในวันที่ 4 มี.ค. 68 และเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอีก 10% กับสินค้านำเข้าจากจีนทุกชนิด
- 3 ก.พ. 68 เลื่อนการเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าของแคนาดา และเม็กซิโก จากกำหนดเดิมเป็นเวลา 1 เดือน
- 10 ก.พ. 68 เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอีก 25% กับสินค้าเหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ และสินค้าอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากทุกประเทศ พร้อมกับยกเลิกสิทธิพิเศษและโควตานำเข้าแบบปลอดภาษีศุลกากรทั้งหมด มีผลใช้บังคับในวันที่ 12 มี.ค. 68
- 13 ก.พ. 68 มอบหมายหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบ เพื่อคำนวณและกำหนดอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตราที่เท่ากัน กับคู่ค้าแบบรายประเทศ โดยพิจารณาจากอัตราภาษีศุลกากรและอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีที่ประเทศคู่ค้ามีต่อสหรัฐอเมริกา
(1) อัตราภาษีศุลกากรนำเข้าที่ประเทศคู่ค้าจัดเก็บกับสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกา
(2) ภาษีประเภทอื่นที่ไม่เป็นธรรมและมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจ แรงงาน และผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกา รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม
(3) มาตรการ กฎระเบียบ และอุปสรรคทางการค้าอื่น ๆ ที่มิใช่ภาษี ซึ่งเป็นภาระต่อธุรกิจของสหรัฐอเมริกาในต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งนโยบายเกี่ยวกับการนำเข้า มาตรการ SPS มาตรการทางเทคนิค การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การอุดหนุนการส่งออก การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อุปสรรคต่อการค้าดิจิทัล และการต่อต้านการแข่งขันทางการค้า
(4) นโยบายบิดเบือนค่าเงิน นโยบายกดค่าแรง และนโยบายสนับสนุนธุรกิจภายในประเทศ ที่ทำให้ธุรกิจของสหรัฐอเมริกาเสียเปรียบ
(5) นโยบายหรือมาตรการอื่น ๆ ที่ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เห็นว่า เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงตลาด และการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของสหรัฐอเมริกา
- 20 ก.พ. 68 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวนและระบุการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้าในลักษณะรายประเทศ (country-by-country basis) และริเริ่มการดำเนินการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อประเมินความเสียหายจากการค้าที่ไม่เป็นการต่างตอบแทนของประเทศคู่ค้าต่อสหรัฐอเมริกา ตามบันทึกคำสั่งประธานาธิบดี America First Trade Policy โดยเปิดรับฟังความเห็นจนถึงวันที่ 11 มี.ค. 68
- 25 ก.พ. 68 ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งฝ่ายบริหารให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา เปิดไต่สวนการนำเข้าทองแดง อาศัยอำนาจตามมาตรา 232 ภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act 1962 เพื่อประเมินภัยคุกคามและผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติที่เกิดจากการนำเข้าทองแดง โดย ปธน. ให้เวลาไต่สวนและพิจารณาภายใน 270 วัน แล้วรายงานผลให้ ปธน.
- 1 มี.ค. 68 ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งฝ่ายบริหารให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา เปิดไต่สวนการนำเข้าไม้ (timber) ไม้แปรรูป (lumber) และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ (derivative products) อาศัยอำนาจตามมาตรา 232 ภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act 1962 เพื่อประเมินภัยคุกคามและผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติที่เกิดจากการนำเข้าสินค้าข้างต้น โดย ปธน. ให้เวลาไต่สวนและพิจารณาภายใน 270 วัน แล้วรายงานผล ให้ ปธน.
- 3 มี.ค. 68 ปรับการเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรจากเดิมที่เพิ่มอีก 10% เป็นเพิ่มอีก 20% กับสินค้านำเข้าจากจีนทุกชนิด โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 68
- 4 มี.ค. 68 การเพิ่มภาษีศุลกากรอีก 25% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา และเม็กซิโก และอีก 10% กับสินค้านำเข้าจากจีน มีผลใช้บังคับ
- 6 มี.ค. 68 – ไม่ขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา ที่ใช้สิทธินำเข้าภายใต้ความตกลง USMCA ซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ Chapter 98 Subchapter XXIII ครอบคลุมสินค้าผลิตภัณฑ์ จากนม น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล
– ไม่ขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา ที่ใช้สิทธินำเข้าภายใต้ความตกลง USMCA ซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ Chapter 99 Subchapter XXII ครอบคลุมสินค้าที่กว้างขวาง
– ปรับการเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรกับสินค้าโพแทซที่นำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา โดยลดจากที่ปรับเพิ่ม 25% เหลือปรับเพิ่มเพียง 10%
- 12 มี.ค. 68 การเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอีก 25% กับสินค้าเหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ และสินค้าอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากทุกประเทศ พร้อมกับยกเลิกสิทธิพิเศษและโควตานำเข้าแบบปลอดภาษีศุลกากรทั้งหมด มีผลใช้บังคับ
- 24 มี.ค. 68 – เก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 25% กับสินค้านำเข้าทุกชนิดจากประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากเวเนซุเอลา ทั้งจากการนำเข้าทางตรงและทางอ้อมผ่านทางประเทศที่สาม ด้วยการให้เหตุผลไม่สนับสนุนอาชญากรรมข้ามชาติที่มีถิ่นจากเวเนซุเอลา
– ให้อำนาจ รมว.ต่างประเทศ โดยปรึกษาร่วมกับ รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ รมว.มาตุภูมิ และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา สามารถพิจารณาจัดเก็บภาษีกับประเทศใดหรือไม่ ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 68 เป็นต้นไป
– หากประเทศใดถูกพิจารณาแล้วให้สหรัฐอเมริกา ต้องเก็บภาษีในอัตรา 25% นั้น จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ประเทศนั้นนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากเวเนซุเอลา หรือโดยดุลพินิจของ รมว.พาณิชย์ ที่ปรึกษาร่วมกับ รมว.คลัง รมว.มาตุภูมิ และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา
– ให้ รมว.ต่างประเทศร่วมกับ รมว.พาณิชย์ จัดทำรายงานผลเป็นระยะเสนอต่อ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงการประเมินประสิทธิภาพของภาษี และการติดตามการดำเนินการของรัฐบาล ปธน. Maduro ของเวเนซุเอลา โดยฉบับแรกให้รายงานผลภายใน 180 วัน นับจากวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และหลังจากนั้นต้องมีการรายงานทุก ๆ 180 วัน อย่างต่อเนื่อง มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 68
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบ ไม่พบสถิตินำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปของไทยจากเวเนซุเอลาโดยตรง
- 26 มี.ค. 68 – เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอีก 25% กับสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์บางประเภทที่นำเข้าจากทุกประเทศ ได้แก่ เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เกียร์และชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อน และชิ้นส่วนระบบไฟฟ้า
– สำหรับรถยนต์ที่ใช้สิทธินำเข้าภายใต้ความตกลง USMCA ผู้นำเข้าสามารถแสดงรายละเอียดของชิ้นส่วนรถยนต์ เพื่อให้ได้รับการคำนวณอัตราภาษีศุลกากร โดยหักมูลค่าของชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาออก แล้วให้คำนวณเฉพาะส่วนที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐอเมริกา
– ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตภายใต้เงื่อนไขของความตกลง USMCA จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีศุลกากร โดยสินค้ารถยนต์มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 68 และสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์ จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. 68
- 2 เม.ย. 68 – เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศอีก 10% ในลำดับแรก ตั้งแต่วันที่ 5-8 เม.ย. 68 (MFN rate + 10%)- ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 68 เป็นต้นไป สินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่ระบุไว้ใน Annex I ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ใน individualized reciprocal higher tariff จะถูกปรับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มในอัตราของประเทศตนเองที่ระบุไว้ใน Annex I(MFN rate + rate ที่ประกาศใน Annex I)
– สหรัฐอเมริกา ปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรไปจนกว่าจะเห็นว่า ความไม่สมดุลทางการค้าได้รับการแก้ไข
– การปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรที่เป็นไปตามคำสั่งประธานาธิบดีก่อนหน้านี้ ให้ประกาศนั้น ๆ ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ และการบังคับใช้ให้เป็นไปตามคำสั่งนั้น
– การปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรนี้เป็นไปเพื่อใช้บังคับกับสินค้าที่มีส่วนประกอบที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิด หรือ local content จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายถึง local content อย่างน้อยร้อยละ 20 ของมูลค่าสินค้า
– สหรัฐอเมริกาอาจดำเนินมาตรการเพิ่มเติม หากจำเป็น และหากการดำเนินการปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรนี้ยังไม่สามารถแก้ไขภาวะฉุกเฉินความไม่สมดุลทางการค้า หรือมีการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น หรือ ***ความสามารถทางการผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกายังคงไม่ได้รับการแก้ไข***
– หากประเทศใดมีการตอบโต้ทางการค้าจากมาตรการปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา ก็จะดำเนินการปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรขึ้นอีก หรือขยายขอบเขตของสินค้าที่ปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากร
– คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับนี้จะยังไม่รวมสินค้า
(1) ทองแดงกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวน ตามมาตรา 232
(2) ยาและเวชภัณฑ์ เป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร ตามเอกสาร General Notes 13 ของ HTS
(3) เซมิคอนดักเตอร์
(4) ผลิตภัณฑ์จากไม้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวน ตามมาตรา 232
(5) แร่ธาตุหายากเชิงยุทธศาสตร์
(6) พลังงานและผลิตภัณฑ์ด้านพลังงาน
นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายกเลิกการให้สิทธิยกเว้นภาษีศุลกากรภายใต้ duty-free de minimis treatment สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ ที่นำเข้าจากจีนและฮ่องกง ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 68 โดยจะต้องเสียภาษีศุลกากรในอัตรา 30% ของมูลค่าสินค้า หรือ 25 ดอลลาร์ต่อชิ้น และจะเพิ่มเป็น 50 ดอลลาร์ต่อชิ้น หลังจากวันที่ 1 มิ.ย. 68 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 5-8 เม.ย. 68 สินค้าที่นำเข้าจากไทยจะถูกเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอีก 10% จากอัตราภาษีศุลกากรเดิมที่สหรัฐอเมริกา เคยเรียกเก็บจากไทย (MFN rate + 10%) ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. 68 เวลา 00.01 น. EDT สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มอีก 10% นั้น จากทุกประเทศ ทั้งนี้ จะมีข้อยกเว้นให้สำหรับสินค้าที่ขึ้นเรือแล้ว และอยู่ระหว่างการขนส่งมายังสหรัฐ (loaded onto a vessel at the port of loading and in transit on final mode of transit) ก่อนเวลา 00.01 น. ของวันที่ 5 เม.ย. 68 โดยจะไม่ถูกจัดเก็บในอัตราเพิ่มเติมนี้ แม้ว่าจะนำเข้ามาบริโภคหรือนำออกจากคลังสินค้าเพื่อเข้ามาบริโภคหลังจากวันที่นี้ก็ตาม
– ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 68 สินค้าที่นำเข้าจากไทยจะถูกปรับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในอัตรา 36% จากอัตราภาษีศุลกากรเดิมที่สหรัฐอเมริกา เรียกเก็บจากไทย (MFN rate + 36%) ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 68 เวลา 00.01 น. EDT สหรัฐจะปรับอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บเพิ่ม 10% นั้น เป็นอัตราภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariff) ที่กำหนดไว้ของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ จะมีข้อยกเว้นให้สำหรับสินค้าที่ขึ้นเรือแล้ว และอยู่ระหว่างการขนส่งมายังสหรัฐ (loaded onto a vessel at the port of loading and in transit on final mode of transit) ก่อนเวลา 00.01 น. ของวันที่ 9 เม.ย. 68 โดยจะไม่ถูกจัดเก็บในอัตราเพิ่มเติมนี้ แม้ว่าจะนำเข้ามาบริโภคหรือนำออกจากคลังสินค้าเพื่อเข้ามาบริโภคหลังจากวันที่นี้ก็ตาม ทั้งนี้ อากร ค่าธรรมเนียมอื่นใด ที่เคยโดนเรียกเก็บ จะถูกเรียกเก็บเช่นเดิม



