สำหรับความเกี่ยวข้องระหว่างโลกร้อนกับแผ่นดินไหว คงต้องบอกว่า จะว่าเกี่ยวก็เกี่ยว แต่ไม่ได้ชัดเจนตรงไปตรงมาเหมือนโลกร้อนทำให้เกิด extreme weather หรือผลกระทบต่อระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ความสัมพันธ์ของโลกร้อนกับแผ่นดินไหวจะเป็นทางอ้อม เช่น น้ำแข็งบนแผ่นดินแถวขั้วโลกที่เคยหนักอึ้งกดทับลงแผ่นดินตรงนั้น เมื่อละลายกลายเป็นน้ำทะเลกระจายออกไป น้ำหนักกดทับแผ่นดินตรงนั้นก็หายไป ทำให้แผ่นเปลือกโลกมีโอกาสที่จะขยับเขยื้อนได้มากขึ้น แผ่นเปลือกโลกต่อกันไปทั่ว เมื่อจุดหนึ่งขยับ อาจส่งแรงไปสู่แผ่นเปลือกโลกอื่น ๆ

นักวิทยาศาสตร์บางคนจึงเชื่อว่า โลกยิ่งร้อน จะยิ่งทำให้แผ่นดินไหวมีโอกาสเกิดบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่ง่ายต่อการเกิดแผ่นดินไหวอยู่แล้ว แต่สมมุติฐานเหล่านั้นยังพิสูจน์ได้ยาก ยังรวมถึงอีกหลายสมมุติฐาน เช่น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกิดแรงกดใหม่ ๆ บริเวณชายฝั่ง ฯลฯ คงยังต้องรอการพิสูจน์ต่อไป ยังไม่สามารถฟันธงตอบตอนนี้ได้แน่ชัด

กรุงเทพฯอยู่บนแอ่งตะกอนปากแม่น้ำ

จึงมาถึงเรื่องแผ่นดินไหวแบบไทย ๆ อย่างที่ทราบกันก่อนหน้านี้ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่บนรอยเลื่อนหลัก เรามีเพียงรอยเลื่อนย่อยแถวภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ จึงคิดกันเสมอว่า จะไม่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในประเทศไทย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่ปัญหา คือ บางพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ อยู่บนแอ่งดินตะกอนปากแม่น้ำ หากแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวรุนแรงมาถึง เราอาจได้รับผลกระทบ

หากนับแผ่นดินไหวในอดีตที่เกิดขึ้น เช่น ครั้งที่ไหวแรงมาก (ระดับ 9) ที่ประเทศอินโดนีเซีย จนทำให้เกิดสึนามิ ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้รับผลกระทบหรือมีใครรู้สึกว่าแผ่นดินไหว เนื่องจากแรงแต่อยู่ไกล แรงสะเทือนมาไม่ถึง จะส่งผลเฉพาะภาคใต้เท่านั้น ขณะที่เมียนมาที่มีรอยเลื่อนหลัก เช่น รอยเลื่อนสะกาย เคยเกิดแผ่นดินไหว แต่ความรุนแรงไม่เท่าหนนี้แรงสะเทือนส่งมาไม่ถึงกรุงเทพฯ เช่นกัน คีย์เวิร์ดตรงนี้คือ ต้องแรงมากและอยู่ไม่ไกล

ในอดีตรอยเลื่อนสะกายเคยเกิดแผ่นดินไหวเป็นระยะ สมัยพระเจ้าปดุงต้องการสร้างเจดีย์สูงที่สุดในโลก รอยเลื่อนสะกาย สูง 152 เมตร ถึงขั้นแปรพระราชฐานมาอยู่ที่เมืองสะกาย 7 ปี (เมืองสะกายอยู่ใกล้มัณฑะเลย์ 10 กิโลเมตร) แต่สร้างยังไม่เสร็จ เจอแผ่นดินไหวรุนแรงใน พ.ศ. 2381 เจดีย์พังเหลือแต่ฐาน สร้างต่อก็ไม่สำเร็จ จนสุดท้ายเหลือแต่ฐานใหญ่ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน ยังมีแผ่นดินไหวระดับ 6+ อีก 2 ครั้งในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาในบริเวณนั้น แต่ไม่มีครั้งไหนถึงระดับ 8 ทำให้กรุงเทพฯ ไม่เคยได้รับผลกระทบ เราจึงไม่คุ้นเคยกับแผ่นดินไหว

เตือนภัยล่มดูอนาคตซ้ำรอยมั้ย

เมื่อเกิดเหตุขึ้น อันดับแรก คือ ทำไมไม่มีการเตือนภัยแผ่นดินไหว? อยากอธิบายให้เข้าใจว่า การเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้านาน ๆ เป็นไปไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน แม้แต่ในญี่ปุ่นที่ผมเคยเจอการเตือนแผ่นดินไหว โทรศัพท์ร้องลั่นพร้อมกัน ระหว่างเรากำลังตะลึงก็ไหวเลย การเตือนแผ่นดินไหวจึงทำล่วงหน้าได้เพียงวูบเดียว ไม่ใช่เตือนกันเป็นสิบ ๆ นาทีหรือเป็นชั่วโมง เขาเตือน
เพราะต้องการให้คนทราบว่า “นี่คือแผ่นดินไหว!”

การเตือนสำคัญ เพราะหากลองย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนไม่คิดว่าเป็นแผ่นดินไหว เราคิดกันว่าเกิดอาการบ้านหมุนหรือเปล่า บางทีผ่านไปหลายนาทีแล้วเรายังไม่รู้เลยว่าเป็นแผ่นดินไหว ต้องดูสื่อโซเชียลหรือมีคนโทรฯมาบอกถึงทราบ แต่ในยามฉุกเฉิน โทรศัพท์หรือระบบอินเทอร์เน็ตอาจล่มเพราะทุกคนโทรฯ พร้อมกัน เชื่อว่าหลายคนเจอเหตุการณ์เช่นนี้ในบ่ายวันศุกร์ 28 มี.ค. 68 ยังเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ตั้งแต่ครั้งที่เกิดสึนามิ โทรศัพท์ใช้การแทบไม่ได้ การเตือนภัยในยามฉุกเฉินจึงเตือนเพื่อยืนยันว่านี่คือแผ่นดินไหว ให้รับมือตามขั้นตอนที่ควรเป็น เช่น หลบใต้โต๊ะตอนเกิด ค่อย ๆ อพยพตามบันไดหนีไฟเมื่อเหตุการณ์สงบ ออกไปอยู่ห่างตึกหรือสิ่งปลูกสร้างที่อาจหล่นมาทับ ห้ามใช้ลิฟต์เด็ดขาด ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นไม่มีการเตือนในยามฉุกเฉิน แม้ถึงปัจจุบัน ผมก็ยังไม่ได้รับ SMS อย่างเป็นทางการใด ๆ จากภาครัฐ ซึ่งเหตุขัดข้องต่าง ๆ ก็คงเป็นตามที่หลายฝ่ายออกมาบอกกล่าว สำหรับการล้อมคอกในอนาคตก็คงเกิดขึ้น แต่เกิดแล้วจะใช้ได้จริงหรือไม่ ก็คงต้องรอแผ่นดินไหวในอนาคตที่อาจจะเกิดเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบ

สถิติเกิดใหม่ยากแต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิด

แต่ถ้าลองดูจากสถิติ เราจะเห็นว่า การสะสมความเครียดจนทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในรอยเลื่อนสะกาย ต้องใช้เวลานานมากเป็นร้อยปี ถ้าจะเอาให้แรงระดับเดียวกับที่เพิ่งเกิด คงต้องแรงขนาด 7.5–8 หรือกว่านั้น เพราะความแรงระดับ 6 ที่เคยเกิดก่อนหน้า กรุงเทพฯ ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ โอกาสที่เราจะเจอแผ่นดินไหวแรง ๆ ในกรุงเทพฯ อีกครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ คงยากหน่อย แต่คงต้องเข้าใจว่านั่นเป็นตามสถิติและทฤษฎี

แล้วมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าบ้างไหม? คำตอบคือ หากจำกันได้ ประมาณวันที่ 10 มี.ค.ปีนี้ มีแผ่นดินไหวในอ่าวไทย ห่างจากชุมพร 50 กม. เป็นการไหวระดับ 3.6 ที่ถือว่าน้อยมาก และเป็นการขยับตัวของรอยเลื่อนระนอง ที่จะว่าไปก็ไม่ใช่รอยเลื่อนสะกายแต่อยู่ใกล้กัน จะบอกว่าเป็นสัญญาณเตือนก็อาจใช่ แต่หากย้อนไปก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ก็ไม่มีใครคิดว่าเป็นสัญญาณเตือน เพราะมีหลายหนที่เกิดแผ่นดินไหวระดับเล็ก ๆ แล้วไม่มีอะไรตามมา การทำนายแผ่นดินไหวจึงยากหนักหนา เนื่องจากไม่มีอะไรชี้ชัด ต่างจากภูเขาไฟระเบิดที่เราพอจะตามดูปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ และทำนายล่วงหน้าได้พอสมควร

จี้ปรับปรุงระบบเตือนภัยรับมือครั้งใหม่

บทสรุปของเรื่องนี้ คือ แผ่นดินไหวที่จะส่งผลต่อกรุงเทพฯ ต้องแรงมาก และเกิดแถวรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา ซึ่งตามสถิติดูแล้วโอกาสที่จะเกิดในเร็ว ๆ นี้คงน้อย เพราะต้องใช้เวลาสะสมความเครียดยาวนาน แต่เราจำเป็นต้องมีระบบเตือนภัยที่ดีกว่านี้แน่นอน อย่างน้อยก็ต้องให้ทุกคนรู้ว่าเกิดแผ่นดินไหวใน
ช่วงที่มันกำลังเกิด ไม่ใช่สับสนว่าเป็นอะไรกันแน่!!

เรายังต้องเรียนรู้และฝึกซ้อมเรื่องการรับมือและอพยพหลังแผ่นดินไหวเป็นประจำ รวมถึงการก่อสร้าง ผังเมือง หรือกติกาใด ๆ ต่อจากนี้ อาจต้องมีการปรับปรุงกันใหม่ เพราะกรุงเทพฯ ก็เกิดแผ่นดินไหวได้ และสร้างความเสียหายได้รุนแรง.