สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ว่านายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐ กล่าวถึงการที่จีนประกาศพร้อมขึ้นภาษีตอบโต้ “อย่างเท่าเทียมกัน” ทุกครั้งที่สหรัฐมีการขึ้นภาษี ว่า “เป็นความผิดมหันต์” ของอีกฝ่าย ที่เป็นการยกระดับความตึงเครียดให้กับสถานการณ์ เพราะจะยิ่งทำให้รัฐบาลปักกิ่งอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบ
เบสเซนต์ตั้งคำถามว่า “สหรัฐเป็นฝ่ายสูญเสียอะไรให้กับจีน” เพราะ “อเมริกาส่งออกไปยังจีนเพียงหนึ่งในห้าของที่จีนส่งออกมายังสหรัฐ” จึงเป็นเหตุผลว่า เพราะเหตุใดอีกฝ่ายจึงเสียเปรียบมากกว่า
รัฐมนตรีคลังของสหรัฐกล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของการกำหนดกำแพงภาษี คือการนำงานกลับเข้ามาในประเทศ โดยในระหว่างนั้น สหรัฐมีการเก็บภาษีต่างตอบแทน หากประสบความสำเร็จ กำแพงภาษี “จะละลายไปเหมือนก้อนน้ำแข็ง” เพราะอเมริกาจะมีรายได้จากโรงงานที่กลับมาสร้างฐานการผลิตในประเทศ
“I think it was a big mistake, this Chinese escalation, because they’re playing with a pair of twos,” says @SecScottBessent. https://t.co/J21nkz4GUX
— Squawk Box (@SquawkCNBC) April 8, 2025
ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรมีความสมดุลระหว่างภาษีที่ภาครัฐเริ่มเก็บจากอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ ผ่านภาษีเงินเดือน เมื่อกำแพงภาษีนำเข้าลดลง
BOOM: Treasury Secretary Scott Bessent Just warned China They're Bluffing—and Holding a Losing Hand
— Overton (@overton_news) April 8, 2025
China threatened more tariffs after Trump hit back with his own. But Bessent says they’re playing poker with a pair of twos.
“That is a losing hand for them.”
He says Trump has… pic.twitter.com/52nubIzfgs
เกี่ยวกับการเจรจากับนานาประเทศ เบสเซนต์กล่าวว่า มีการพิจารณาในทุกมิติ และกล่าวด้วยว่า ในทางทฤษฎีถือว่า “อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี” เป็นสิ่งที่ “จัดการยากกว่ากำแพงภาษี” ทั้งในแง่ของการตรวจสอบและการวัดผล เพราะ “มักมีการปกปิดและซ่อนเร้น”
ทรรศนะของเบสเซนต์เกิดขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า หากจีนไม่ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้กับสินค้าสหรัฐ ในอัตราทบอีก 34% จากอัตราเดิม ภายในวันที่ 8 เม.ย. สหรัฐจะเพิ่มอัตราภาษีต่างตอบแทนกับจีนอีก 50% มีผลในวันที่ 9 เม.ย. เท่ากับว่า จีนจะเผชิญกับอัตราภาษีอย่างน้อย 104% เนื่องจากสงครามภาษีระหว่างสหรัฐกับจีน เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์สมัยแรก และได้รับการสานต่อในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน.
เครดิตภาพ : AFP



