เมื่อวันที่ 5-6เมษายน 2568 มีจัดการเสวนาทางการศึกษาเรื่อง “ปฏิรูปการศึกษาด้วยการพลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้เพื่อตอบหลักสูตรการศึกษาชาติสู่มาตรฐานสากลโลก” ที่ รร.ดรุณาราชบุรี จ.ราชบุรี โดยมี ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา และผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี บาทหลวงเดชา อาภรณ์รัตน์ หัวหน้าเขตการศึกษาที่ 6 อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ที่ร่วมเสวนาครั้งนี้

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และประธานบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ ได้นำเสนอความคิดเห็นว่า นักปราชญ์ทางการศึกษาของโลกได้ให้ความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ (Learning by Doing) การเรียนรู้ทั้งหลายต้องผ่านประสาทสัมผัส การเรียนการสอนต้องเป็นการจัดประสบการณ์ผ่านการรับรู้ และเป็นการสร้างประสบการณ์จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มากกว่าการถ่ายทอดเนื้อหา ซึ่งเป็นระบบการส่งต่อข้อมูลให้นักเรียนกลับไปอ่าน

“ปัจจุบันเรากำลังผลิตเด็กไทยให้เก่งแต่ไม่เก่งคิด เก่งสอบ แต่ใช้ชีวิตไม่เป็น ส่งผลให้คะแนน PISA ยังต่ำตลอด20 ปีส่วนคะแนน O-NET ก็ยิ่งต่ำตลอด 22 ปี อย่างต่อเนื่อง นี่คือผลของระบบที่ไม่แตะกระบวนการเรียนรู้ แต่เอาเวลาไปเปลี่ยนแค่ชื่อหลักสูตร ท่ามกลางความล้มเหลวซ้ำซากนั้น ครูปฐมวัยจาก 12 โรงเรียนคาทอลิก ได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ผ่านการอบรมแนวคิด มอนเตสซอรี่ผสาน Active Learning กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ที่เน้นให้ครูเป็น ผู้อำนวยการเรียนรู้มากกว่าผู้สอนแบบเดิม ๆ

ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า “เราสร้างระบบที่ให้ครูยืนพูดอยู่หน้าห้อง แล้วให้เด็กนั่งเงียบเป็นแถวยาวเหมือนโรงงาน ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีศักยภาพต่างกัน ตามหลักการพหุปัญญา คนหนึ่งอาจเป็นนักคิด อีกคนเป็นนักประดิษฐ์ แต่เรากลับจับพวกเขามาเรียนในกรอบเดียวกัน แล้ววัดด้วยข้อสอบชุดเดียวกัน นี่ไม่ใช่การเรียนรู้ แต่มันคือการผลิตซ้ำทางความคิด ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวอีกว่าห้องเรียนในวันนี้ต้องเปลี่ยนจากพื้นที่ของการสั่งสอน เป็นพื้นที่ของการค้นพบ ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพราะมือคือเครื่องมือของจิตใจผ่านประสาทสัมผัส ผ่านความสนใจเฉพาะตัว และครูต้องเปลี่ยนจาก “คนสอน” เป็น “คนเข้าใจเด็ก” ดังนั้นการเปลี่ยนอนาคตของการศึกษาไทย ไม่ได้เริ่มที่โต๊ะนักวิชาการ หรือกระดาษ หลักสูตรแต่ต้องเริ่มจาก “การเปลี่ยนหัวใจของครู” และ “การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิด ได้ลงมือ ได้ผิดพลาด และได้เติบโต”

ขณะที่บาทหลวงเดชา อาภรณ์รัตน์ หัวหน้าเขตการศึกษาที่ 6 อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ กล่าวขอบคุณและชื่นชม ดร.ศักดิ์สิน ประธานบริหารสถาบัน พว. ที่เป็นเจ้าของเรื่องที่เป็นพื้นฐานในการจัดการศึกษาให้กับการศึกษาเครือคาทอลิก ซึ่งวันนี้ดีใจที่ได้มาวางรากฐานการศึกษาร่วมกัน เพราะถ้าหากรากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา เพราะ ดร.ศักดิ์สิน ได้เปิดมุมมองว่ารากฐานของการศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย ก็คือจะเอากระบวนการคิด เพื่อนำไปสู่ Active Learning ซึ่งโรงเรียนดารุณาราชบุรี ก็ผ่านการทำนวัตกรรม โดยอาศัยนวัตกรได้ประสบผลสำเร็จก็เลยจะเป็นการเชื่อมโยงกัน เมื่อโลกมันเปลี่ยนถ้าไม่ปรับการจัดการศึกษาก็อยู่ไม่รอ การศึกษาที่คาทอลิกดูแลอยู่กว่า 350 ปี มีนักเรียน 375 โรง ซึ่งถ้านำร่อง และเป็นตัวอย่างที่ดีก็จะขยายผลในสังฆมณฑลทั้งหมด และก็จะขยายในส่วนกลางของสังฆมณฑลกรุงเทพ

เพราะฉะนั้นที่เคยบอกว่าถ้าไปคนเดียวจะไปได้เร็ว แต่ถ้าไปด้วยกันก็ไปได้ไกล นี่คือหัวใจของการจัดการศึกษาที่จะพัฒนาคน ไม่ใช่เพียงความรู้ แต่ให้มีคุณธรรม เพราะว่าอันนี้คือสิ่งที่จำเป็นว่าเด็กต้องเป็นคนที่มีความรู้ และคุณธรรม และไม่มีใครสอน ในส่วนของคาทอลิกได้เน้นย้ำเรื่องนี้เป็นภาคพื้นฐานของการศึกษาอบรม เด็ก เด็กนั้นป้อนง่าย ให้การศึกษาง่าย เพราะว่าเด็กมัธยมทุกวันนี้ รวมถึงประถมปลายด้วย เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมทุกวันนี้ประสบกับการล่อลวงเหมือนกับว่าทุกวันนี้ต้องมาเสียเวลากับการรณรงค์ว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่เอา หลักสูตรปีที่แล้วยาเสพติดอะไรอย่างนี้มันทำให้เด็กไขว้เขวแล้วก็สมาธิของเค้าก็จะหมดไปกับการใช้สื่อเยอะ เพราะฉะนั้น ต้องค่อยๆ สอนเด็กของให้มีภูมิคุ้มกันเรื่องเหล่านี้