มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไว้ เริ่มเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 68 เวลา 00.01 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ เวลา 11.01 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกสหรัฐประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 36% และในขณะเดียวกันก็มีหลายประเทศทั่วโลกที่ถูกขึ้นภาษีในอัตราที่แตกต่างกันไป ซึ่งก็ทำให้เกิดความกังวลว่าการกระทำของสหรัฐ ครั้งนี้ จะเกิดสงครามการค้ารุนแรงมากขึ้น จนกระทบเศรษฐกิจชะลอตัวลง ต่อมาในวันเดียวกัน ทรัมป์ ได้โพสต์บนโซเชียลมีเดีย X ประกาศระงับมาตรการภาษีดังกล่าวใน 75 ประเทศที่มาติดต่อเจรจาต่อรอง แต่ยังคงภาษีพื้นฐานไว้ที่ 10% และเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่ 125%
แต่สงครามการค้ายังคงรุนแรงมากขึ้น เมื่อสหรัฐและจีน ประกาศขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเมื่อวันที่ 10 เม.ย. มีรายงานว่า ทรัมป์ ขึ้นภาษีสินค้าจีนเป็น 145% หลังจีนขึ้นภาษีตอบโต้เป็น 84% (อัปเดตล่าสุดวันที่ 11 เม.ย. จีนประกาศขึ้นภาษีตอบโต้กลับสหรัฐ ที่ 125%)
ในการประชุมล่าสุดที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า หากไม่มีข้อตกลงเกิดขึ้นกับประเทศที่ได้รับผลกระทบภายใน 90 วัน เขาอาจจะนำภาษีศุลกากรในระดับสูงกลับมาใช้ใหม่ สำหรับจีน เขาแสดงความหวังว่าจะสามารถตกลงกันเรื่องภาษีได้ ทว่าก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ทรัมป์เพิ่งประกาศเลื่อนการเก็บภาษีออกไป 90 วันสำหรับหลายประเทศ โดยยังคงไว้ซึ่ง “ภาษีฐาน” ที่ 10%
ความเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมานี้สร้างความงุนงงให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐ โดยทรัมป์ เอง ระบุว่า เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ การตัดสินใจที่ส่งผลต่อการค้าโลก มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ โดยผู้นำประเทศต่างๆ ต่อแถวกันมาเจรจา เจ้าหน้าที่สหรัฐเคยอ้างว่า มีมากกว่า 75 ประเทศ
แต่หลังจากที่ทรัมป์ประกาศหยุดพักภาษี เควิน ฮาสเซ็ตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทำเนียบขาว ได้อัปเดตจำนวนประเทศที่ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการจริงๆ ว่ามีเพียง 15 ประเทศ และยังมีผู้นำอีกหลายรายเตรียมเดินทางมาเยือนทำเนียบขาวในเร็วๆ นี้
เมื่อมองถึงสถานการณ์ที่ทรัมป์ต้องการทำลายระบบการค้าพหุภาคีของโลก และบีบบังคับให้ทุกประเทศต้องมาเจรจาแบบตัวต่อตัวกับสหรัฐ และยังมีประเด็นเรื่องคำพูดที่ไม่เหมาะสมของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อกล่าวกับประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น Kick my ass โดยทรัมป์ใช้คำนี้เมื่อพูดถึงประเทศต่างๆ ที่พยายามเจรจาภาษีกับสหรัฐ โดยปกติ คำพูดแบบนี้ถือว่าหยาบคายหรือไม่เหมาะสม แต่ทรัมป์พูดมันออกมาอย่างเปิดเผย ในบริบทของการทูตด้วยซ้ำ ประเทศเหล่านั้นมาเพื่อเจรจา แต่กลับถูกดูหมิ่นว่าอ่อนแอและไร้หลักการ ถ้อยคำเช่นนี้ไม่เคยปรากฏในภาษาทางการทูตในอดีตมาก่อน
เมื่อลองพิจารณากรณีตัวอย่างบางประเทศ กับแนวทางของสหรัฐ ในการเจรจาทางการค้า อย่างของประเทศญี่ปุ่น นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่น โทชิมิตสึ โมเตงิ อาจเดินทางไปสหรัฐ เพื่อหารือเกี่ยวกับภาษีนำเข้า หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นในฐานะผู้ส่งออกเหล็กรายสำคัญ ญี่ปุ่นพยายามเจรจาโดยชี้ให้เห็นถึงการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในสหรัฐ และเสนอความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น โครงการก๊าซธรรมชาติในอะแลสกา มูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การเจรจาเหล่านี้ยังไม่ได้ลดความกังวลด้านภาษีจากฝั่งสหรัฐ ต่อมาในเดือน เม.ย. มีการประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติมกับรถยนต์นำเข้า ซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นที่มีการส่งออกรถยนต์มายังสหรัฐในสัดส่วนที่สูง
ในอดีต ญี่ปุ่นเคยร่วมลงนามในข้อตกลง Plaza Accord ในปี 1985 ซึ่งทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างมาก มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และในช่วงหลัง ญี่ปุ่นยังได้ลงนามในข้อตกลงอื่น ๆ เช่น ข้อตกลงเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งบางฝ่ายวิเคราะห์ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว
ด้านกรณีของแคนาดาและเม็กซิโก ในช่วงต้นปี สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ทั้งสองประเทศตอบสนองด้วยการเจรจา โดยประธานาธิบดีเม็กซิโกมีการพบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐ ด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังคงเดินหน้าดำเนินมาตรการภาษีเพิ่มเติม แคนาดาตอบโต้ด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 25% กับการส่งออกไฟฟ้าไปยังสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อรัฐชายแดนบางแห่ง เช่น มิชิแกน มินนิโซตา และนิวยอร์ก ทำให้ในบางกรณี ฝ่ายสหรัฐมีการทบทวนมาตรการภาษีบางอย่างในเวลาต่อมา
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ กล่าวแสดงมุมมองเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในระบบการค้าโลก โดยชี้ว่าแนวทางการพึ่งพาการค้ากับสหรัฐ อาจต้องมีการปรับตัวในอนาคต
ในส่วนกรณีของจีน ในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ อยู่ในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายใช้มาตรการภาษีตอบโต้กัน และมีความพยายามในการเจรจา ฝ่ายสหรัฐ แสดงท่าทีเปิดรับความร่วมมือทางการค้า ในขณะที่ฝ่ายจีนย้ำจุดยืนว่าพร้อมทั้งสำหรับการเจรจาและการตอบโต้หากจำเป็น มาตรการตอบโต้ของจีนมุ่งเน้นความแม่นยำและผลกระทบที่คำนวณไว้ล่วงหน้า
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจบางคน เช่น จาก JPMorgan และ Bloomberg มองว่ามาตรการภาษีมีโอกาสส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ในแง่ของความเสี่ยงต่อภาวะถดถอย และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างเจเน็ต เยลเลน เคยให้ความเห็นว่าภาษีอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
ทั้งนี้ จีนยืนยันว่าการเจรจาที่แท้จริงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและความเคารพซึ่งกันและกัน และยืนยันว่าจุดแข็งของประเทศคือการเดินหน้าพัฒนาในแนวทางของตนเอง ไม่ว่าจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลกในรูปแบบใด.
แหล่งข้อมูล: https://mp.weixin.qq.com/s/Z9e_JBn17vGF8E_UrtritQ



