โดยรีดภาษีพื้นฐาน 10% กับสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นไปอีกกับบรรดาประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งมาตรการรีดภาษีอย่างครอบคลุมครั้งนี้ สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก ประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด รวมถึงประเทศไทยด้วย

ทว่าสหรัฐฯ ถือเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก และได้ก่อแรงสั่นสะเทือนแก่ตลาดการเงินและภาคธุรกิจทั้งหลายที่พึ่งพิงข้อตลงการค้าต่างๆนานากับสหรัฐฯ หลายประเทศเป็นคู่ค้า และพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ โดยเฉพาะประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารและนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ สรุปคือ ภาษี 36% นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่เป็นตัวเร่งที่อาจสะเทือนทั้งระบบเศรษฐกิจไทย และกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานนี้ ”รัฐบาลแพทองธาร“ ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา เพื่อติดตามสถานการณ์การขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยมี “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง หัวหน้าทีมคณะการค้ากับสหรัฐฯ นำคณะไปเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์สิ่งที่ไทยเตรียมไปเจรจากับสหรัฐฯ มี 3 มาตรการหลัก คือ 1.ปรับลดภาษีสินค้านำเข้าบางรายการ 2.เพิ่มการนำเข้าสินค้าบางรายการที่ยังไม่เคยนำเข้า 3.ลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้า

โดย “นายกฯอิ๊งค์“ ระบุถึงการเตรียมความพร้อมว่า เราต้องเตรียมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็มองทุกมิติ และก็ค่อนข้างครบอยู่แล้ว เหลือเวลาที่เข้าไปคุย ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์เขาเปิดเจรจาด้วยความแฟร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องต่อรองกับด้วยความแฟร์ ด้าน “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ทักษิณ ชินวัตร กล่าวเสริมว่า ความสามัคคีคนในชาติ ช่วยทำให้ประเทศเราแข็งแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะปัจจัยสงครามการค้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาและตนเองรู้จักกันดีกับคนรอบตัวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็เคยเจอกันมาก่อน

ล่าสุด “ทีมไทยแลนด์” คณะเจรจานำโดย “2 พิชัย“ คือ ”พิชัย ชุณหวชิร“ รองนายกฯ และรมว.คลัง พร้อมคณะผู้เจรจาจะเดินทางล่วงหน้าไป ที่นครซีแอตเทิล สหรัฐฯ วันที่ 17 เม.ย.นี้ ก่อนที่วันที่ 20 เม.ย.นี้ “พิชัย นริพทะพันธุ์” รมว.พาณิชย์ มั่นใจว่าประเทศไทยมีทางออกที่ดีที่สุดในการค้าระหว่างประเทศครั้งนี้ โดยมีการเตรียมแนวทางการดำเนินการของไทยต่อกรณีนโยบายการค้าและมาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ เรียบร้อยแล้ว

แรงกระแทกจากเศรษฐกิจการเมืองโลกหนักหนาสาหัส ในสภาพที่เกมอำนาจการเมืองภายในประเทศกำลังระส่ำหนัก รัฐบาลต้องนั่งจับอารมณ์สไตล์ “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งจับทางลำบาก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้รายวันถึงรายชั่วโมงยังไม่นับเล่ห์เหลี่ยมการค้า เกมเขี้ยวลากดินสภาพหนังหน้าไฟ ”นายกฯอิ๊งค์“ หัวจะปวดโจทย์ยากแฝงสมการโคตรยาก ภายใต้บริบทการค้าโลกไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป ต่อให้โคตรเซียนในตำนานอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ไม่รู้ช่วยประคับประคองลูกสาวได้มากน้อยแค่ไหน.