เมื่อวันที่ 14 เม.ย. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวผ่านรายการ MatiTalk ผ่านช่องยูทูบ matichon tv ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา มีการถอดบทเรียนอย่างไรและให้คะแนนตัวเองอย่างไร ว่า เอาเรื่องที่ประชาชนพูดถึงอย่างมาก คืออภิปรายนายกรัฐมนตรีคนเดียว ซึ่งเรายืนยันว่ามันต้องเป็นการอภิปรายนายกฯ คนเดียว ถามว่าการก่อกำเนิดของรัฐบาลชุดนี้ ลองคิดดูว่าก่อกำเนิดมาจากอะไร พูดตรงๆ คือทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครอยากพูดถึง คือการเอาบางสิ่งบางอย่างไปแลกกับการกลับบ้านของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว แต่สิ่งที่เขาเอาไปแลก มันมีอะไรบ้างนั้น คือต่อไปนี้การปฏิรูปในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การแตะต้องกระเป๋าเงินของกลุ่มทุน การปฏิรูปรัฐราชการ จะไม่เห็นว่ามันเกิดขึ้นเลยแน่นอนในรัฐบาลชุดนี้ แน่นอนว่านายทักษิณไปดีลกับชนชั้นนำ ซึ่งรวมถึงกองทัพ กลุ่มทุน เป็นต้น ดังนั้นเราคิดว่ามันสะท้อนในสิ่งที่เราอภิปรายไป ถามว่าเรื่องค่าไฟ คุณกล้าทำอะไรกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่ รวมทั้งการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องลงไปถึงการถอนรากไทยเทาจีนเทา หรือการจัดการเรื่องฝุ่น สะท้อนว่าสุดท้ายคุณเอาอนาคตของทุกคนไปแลก พอมีดีลแบบนี้เกิดขึ้น คุณก็ไม่กล้าที่จะทำอะไร เพราะไม่ว่าจะจับไปทางไหน มันก็คือสิ่งที่คุณไปแลกมาแล้ว คุณก็เลยอาจจะทำได้แค่แจกเงิน

น.ส.รักชนก ยังกล่าวถึงการติดตามประเด็นประกันสังคม ว่า ตนมีความถนัดและสนใจในเรื่องงบประมาณ และเรียกว่าเป็นจังหวะที่ได้แฮกงบประกันสังคม เราเข้าไปดูงบประมาณที่ผิดปกติ การมาทำเรื่องประกันสังคมสะท้อนหลายอย่างคือ ระบบงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งอาจจะเป็นไปตามระเบียบ แต่ดูในเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่าหรือไม่ สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างว่าเหตุใดประกันสังคมจึงทำงานแบบนี้ เพราะว่าติดความเป็นรัฐราชการรวมศูนย์และระบบราชการต่างๆ ที่ไม่ว่าทำอะไรต้องอาศัยระเบียบรองรับตามกฎหมาย แต่ว่าระเบียบเหล่านี้ อาจไม่ใช่ความคุ้มค่าตามประสิทธิภาพ ซึ่งการที่ตนพูดถึงตึกหรืองบประมาณต่างๆ สะท้อนว่าเราควรปฏิรูปประกันสังคม ซึ่งรัฐเราถ้าเป็นบริษัทมันเจ๊งไปนานแล้ว แต่ที่มันยังไม่เจ๊งเพราะเป็นรัฐจึงเจ๊งไม่ได้ แต่ใกล้เข้าสู่ความล้มเหลวมากขึ้นทุกทีๆ

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า หากตนไม่ออกมาพูดเรื่องนี้เลยประกันสังคมจะเป็นอย่างไรนั้น คิดว่าคงมีความก้าวหน้าไปน้อยมาก อย่างไรก็ตามถึงตนไม่พูดเลยก็ยังมีคนอื่นที่พูดอยู่ แต่อาจจะเป็นจังหวะที่ตนโชคดีสื่อสารไปแล้วสื่อเอาใจช่วย อาจจะเป็นเพราะทุกคนส่งประกันสังคมถูกตัดจากเงินเดือนทุกเดือน ทำให้หลายคนมีความรู้สึกเรื่องนี้มาก ดีใจที่พูดแล้วนำไปสู่ความยุติธรรมให้คนที่อยู่ในมาตรา 39 และมีการพูดถึงเรื่องการเปิดเผยมติที่ประชุม หรือรายงานการประชุมให้คนรู้ว่าคณะกรรมการแต่ละชุดคุยกันอย่างไร รวมทั้งเรื่องที่คนสงสัยต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้คงไม่หยุดแค่นี้ ตราบใดที่เรายังแก้ไขโครงสร้างประกันสังคมไม่ได้ เรื่องที่เราทำเป็นแค่ยอดภูเขาเล็กนิดเดียวเท่านั้น เรื่องตึกที่เขาซื้อมาได้ จริงๆ เราไม่ได้ต้องการอยากซัดเรื่องนี้ แต่ว่าอยากป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างตึก Skyy9 ขึ้นอีก เพราะว่าอันนี้คือการลงทุนนอกตลาด 1 หมื่นล้านบาท และเอาเงิน 7,000 ล้านบาทมาลงทุนในตึกนี้ และขณะนี้เขากำลังจะขยายมูลค่าการลงทุนเป็น 1.3 แสนล้านบาท ถ้าเราไม่ป้องกันไว้ตั้งแต่ต้นมันจะเกิดเหตุการณ์แบบตึก Skyy9 อีกกี่ตึก ซึ่งเราอยากแก้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นตอ

น.ส.รักชนก กล่าวต่ออีกว่า ส่วนการไปดูงานต่างประเทศของสำนักงานประกันสังคมนั้น ก็คิดว่าเขาน่าจะกล้าไปอีก แต่คงไม่ใช่แบบเดิม ซึ่งเคยคุยภายในพรรคว่าหากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลเราอาจจะทำเว็บไซต์ของรัฐบาลขึ้นมา ให้ทุกหน่วยงานที่ใช้งบประมาณภาษีหรืออยู่ภายใต้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ถ้าจะต้องไปดูงานต้องเอาข้อมูล กำหนดการ รายชื่อผู้เดินทาง แผนต่างๆ ขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาดูได้ และมีรายงานการประชุมหรือไม่ ซึ่งทุกคนจะมีความตระหนักรู้ด้วยตัวเอง และหากถูกตรวจสอบได้ พฤติกรรมของทุกคนจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ต้องรอรัฐบาลพรรคประชาชน รัฐบาลนี้จะเอาไอเดียนี้ของเราไปทำก็ได้ แต่มันคงไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะว่าสำหรับข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่ในสภา กทม. สภาผู้แทนและวุฒิสภา การไปดูงานคือการไปเที่ยว เขามีวัฒนธรรมแบบนี้มา และรัฐบาลก็คงไม่กล้าไปทุบทำลายสิ่งนี้

น.ส.รักชนก กล่าวถึงภาพอนาคตของผู้ประกันตนในฝันจะเป็นอย่างไรนั้น ว่า เรื่องแรกคือสิทธิการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องใหญ่ คิดว่าจะต้องทำให้ไม่ต่ำกว่าประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือถ้าจ่ายเงินต้องดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเป็นบัตรทองพลัส หรือได้อะไรที่มันดีกว่าในสิ่งที่ไม่ต้องจ่าย สองคือลงทุนอย่างไรให้ประกันสังคมได้กำไรสูงสุด โดยมีแผนบริหารความเสี่ยงขั้นต่ำ สามอยากเห็นประกันสังคมออกจากระบบราชการ ซึ่งบอร์ดแพทย์ที่ดูในเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลมาจากรัฐมนตรี จึงต้องย้อนกลับไปที่รัฐมนตรีว่าหากเขาไม่สามารถทำสิทธิการรักษาพยาบาลให้ตอบสนองต่อผู้ประกันตนได้ คนที่รับผิดชอบก็คือคนที่เลือกคนเหล่านี้มา และสุดท้ายการเอาออกจากระบบราชการและต้องมีการแก้กฎหมาย

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ส่วนสังคมต้องจับตาประกันสังคมในประเด็นใดต่อจากนี้บ้างนั้น จริงๆ เวลานี้มีเรื่องตึก สตง. เราอยากชวนทุกคนคิดว่าการที่ สตง. สร้างตึกใหม่และถล่มไปแล้วใช้งบประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท แต่ประกันสังคมไปซื้อตึกเก่า ซึ่งเราคิดว่าสเปกหรือทำเลที่ตั้งมันไม่น่าจะหนีกันมาก ซึ่งประกันสังคมลงทุนไป 7,000 ล้านบาท เท่ากับคุณสามารถสร้างตึกใหม่ได้อีก 3 ตึก ดังนั้นขั้นตอนต่อไปคือการได้มา ซึ่งตึก Skyy9 เราต้องหาว่าสุดท้ายแล้วใครเป็นคนตัดสินใจ และไปเอาข้อมูลมาจากไหน คนทำข้อมูลทำอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ถ้าไม่ทำ ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตายต้องหาคนมาเอาผิดให้ได้

น.ส.รักชนก กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้กรณีตึก สตง. ถล่ม ยังสะท้อนว่าหนึ่งกระบวนการต่างๆ มันอยู่ในเงามืด อยู่ในหลุมดำ และไม่โปร่งใส คุณจะเห็นว่าสิ่งหนึ่งมีปัญหาเมื่อฝีมันแตกออกมาจนคนฉิบหายและได้รับผลกระทบกันหมดจึงได้เห็นว่ามันเป็นปัญหา แต่เมื่อเป็นปัญหาแล้วก็ยังไม่แก้ไขปัญหาอีก เรื่องนี้สะท้อนถึงกระบวนการงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนเป็นโอกาสทองในการแก้ปัญหาของผู้นำหรือไม่นั้น คิดว่าใช่ สิ่งที่เราอยากจะสื่อสารกับนายกฯ คือเราเข้าใจว่านายกฯ เป็นเหมือนเข้ามาฝึกงาน ตอนเราเป็น สส. แรกๆ เราก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน มีหลายสิ่งหลายอย่างต้องเรียนรู้ แต่สิ่งที่แนะนำในฐานะคนที่อายุ อาจจะไม่ได้ไกลกันมาก คือซึ่งตอนเราเป็น สส. ครั้งแรกก็ทำตัวไม่ถูก และมีหลายสิ่งหลายอย่างต้องเรียนรู้เหมือนกัน แต่คุณต้องทำให้ความสามารถในการเรียนรู้พุ่งทะยานมากกว่าคนทั่วไป เพราะคุณนั่งอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้

“ดังนั้นคุณต้องทุ่มเท ถึงแม้ว่าคุณจะต้องทุ่มเทให้ตำแหน่งหน้าที่นี้โดยการที่ต้องละทิ้งครอบครัวไป หรือว่าเอาเวลาส่วนตัว ยกตัวอย่าง เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมาไม่เห็นข่าวนายกฯ เลย เพราะว่าอะไร เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ นายกฯ หยุดแล้วก็พักผ่อนกับครอบครัว ซึ่งอาจไม่ได้ผิด แต่มันคือความตระหนักในหน้าที่ว่า คุณจะต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ที่สูงกว่าคนอื่น และต้องรู้ทุกเรื่อง คุณมีทรัพยากรมากมายอยู่รายล้อม มีที่ปรึกษาเป็น 10 คุณสามารถสั่งราชการได้ พูดตรงๆ คุณมีฝ่ายค้านที่คอยแนะนำในมาตรการต่างๆ ที่คุณคิดไม่ออก ดังนั้นหยิบสิ่งเหล่านี้ไปทำก็ได้ เราไม่ว่า ขอให้ประเทศมันดีและทุกคนได้ประโยชน์ เราก็ไม่ติด ถ้าจะหยิบอะไรไปทำ แต่ปัญหาคือนายกฯ ไม่ได้ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ มันกำหนดอนาคตของคนทั้งประเทศ” น.ส.รักชนก กล่าว.