เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเยียวยาความเดือดร้อนเกษตรกรจากภาวะสู้รบในตะวันออกกลาง ต่อเนื่องจากการประชุมสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำว่า เหตุใดภาวะสงคราม น้ำมันแพง น้ำมันปาล์มเป็นที่ต้องการทั่วโลก นำไปผสมดีเซลทำเป็นไบโอดีเซล แต่ราคาน้ำมันปาล์มถูกลง จากกิโลกรัมละ 8.24 บาท เหลือ 6.25 บาท ทั้งที่ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 ราคาน้ำมันปาล์มขยับขึ้นเรื่อยๆ จาก 6.14 บาท เป็น 8.24 บาท ในเดือน เม.ย. แสดงว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากวันที่ 5 เม.ย. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ลงนามประกาศห้ามส่งน้ำมันปาล์มออกนอกประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2569 เว้นแต่ได้รับอนุญาต ที่ผ่านมาไทยส่งออกน้ำมันปาล์มเดือนละ 1.1 แสนตัน ผลิตน้ำมันปาล์ม 3-4 แสนตันต่อเดือน เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และส่งออก เป็นโอกาสทำกำไรให้ชาวสวน
น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า แต่การปิดประตูส่งออกในช่วงที่โลกต้องการน้ำมันปาล์ม ทำให้ปาล์มไปกองหน้าโรงกลั่น ถูกกดราคาจากนายทุน เมื่อเกษตรกรไปเรียกร้อง กระทรวงพาณิชย์จึงอนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มได้ เหตุใดจึงห้ามส่งออก สร้างความตื่นตระหนก ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานวันที่ 23 เม.ย. 2569 ระบุว่า ทั่วประเทศมีปั๊มน้ำมันเติม B20 ได้แค่ 105 ปั๊ม จาก 26,000 ปั๊ม ไม่ถึงร้อยละ 1 หมายความว่า ความต้องการ B20 ยังไม่เกิด แต่รัฐบาลชิงสกัดส่งออกน้ำมันปาล์ม ทุบราคาปาล์มหลุดลุ่ย เป็นการบริหารที่ใช้ประชาสัมพันธ์นำหน้า กลไกตลาดตามหลัง ผู้ได้รับผลกระทบคือ เกษตรกร
ภายหลังการอภิปรายเสร็จสิ้นลง ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบให้ส่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติตั้งคณะกรรมาธิการประจำสภา



