ออกมาให้ความเห็นทางการเมืองครั้งใด ก็ตีความว่ามีนัยทางการเมืองทุกครั้ง เพราะใครก็รู้ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มีสถานะเป็นบุพการี “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกฯ หญิงคนที่สองของประเทศไทย และหมายมั่นปั้นมือ จะให้กลับมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลครั้งสอง ยังเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทย (พท.) จะกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง แม้จะต้องต่อสู้กับ “ประชาชน (ปชน.)” แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ที่หวังจะเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลครั้งแรก หลังการเลือกที่ผ่านมาได้เสียงมากสุด แต่ด้วยเงื่อนไขบางประการ ต้องถูกผลักให้เป็นฝ่ายค้าน แต่ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลในขณะนี้คือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) กับคนในสังคม และพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” แม้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ออกมายืนยัน ทุกอย่างต้องยึดมติพรรค แต่เมื่อ “นายไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ภท. ลุกขึ้นมาอภิปรายในสภา ประกาศว่า ไม่เห็นด้วยกับกาสิโนอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าเสนอโดยพรรค พท. หรือพรรคการเมืองไหนก็ตาม เลยถูกตีความไปต่างๆ นานา นำมาสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง หาก ภท. ฝืนมติพรรคแกนนำรัฐบาล จะถูกขับพ้นรัฐบาลหรือไม่

ยิ่ง “นายทักษิณ” ออกมาตอบคำถามนักข่าว เมื่อถูกถามว่าพรรค ภท. สามารถร่วมหัวจมท้ายได้หรือไม่ว่า การเมืองก็คือการเมือง พรรค ภท. ก็คือพรรค ภท. และยังย้ำว่ารัฐบาลยังอยู่ครบเทอม “เรื่องครบมันไม่มีปัญหาหรอก ไม่มีปัญหา วันนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรพรรค ภท. ก็เป็นส่วนหนึ่งของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่อันดับ 2 ของพรรคร่วมรัฐบาล แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็มีจำนวนมากพอ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ซึ่งพรรค ภท. ก็รู้ดีว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ้าหากจะมีการไม่เข้าใจกัน”

เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า เตรียมรับมือไว้แล้ว หากวันใดวันหนึ่ง พรรคการเมืองที่มีเสียงอันดับ 2 มีท่าทีและความเห็นไม่สอดคล้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล แม้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุน 321 เสียง แต่ถ้าหากหัก ภท. ไป 70 เสียง ก็ยังเกินครึ่งอยู่ หรือจะต้องใช้บริการ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) หาเสียงมาเพิ่ม เหมือนช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ที่มีงูเห่ามาเติมเสียงให้รัฐบาล 7 เสียง หรือจะมีการจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่ โดยดึง “พรรค ปชน.” เข้ามาร่วมรัฐบาล แม้แกนนำพรรคสีส้มจะประกาศไว้ว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค พท. ก็ตาม แต่ในทางการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้

อีกทั้ง “นายสรวงศ์ เทียนทอง” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรค พท. ให้ความเห็นถึงร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร โดยระบุว่า การมีกาสิโนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวทางดึงดูดนักลงทุน และไม่ควรถูกดึงไปเป็นประเด็นหลักของการวิพากษ์ สำหรับในมิติทางการเมือง ต้องเดินหน้าทำความเข้าใจทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรค ปชน. ที่แม้จะไม่คัดค้านหลักการ แต่เห็นว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสม พร้อมย้ำว่า นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค และตนในฐานะเลขาฯ พรรค พท. จะเดินหน้าเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่องนี้

น่าสนใจกับท่าทีและความเคลื่อนไหวของพรรคแกนนำรัฐบาล กับการการเดินสายกับการทำความเข้าใจกับฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะพรรค ปชน. ซึ่งเคยสนับสนุนให้นำธุรกิจอยู่ใต้ดิน ให้นำมาสู่บนดินทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่เหนือกว่านั้นคือ การพูดคุยครั้งนี้ จะมีการตกลงหรือแลกเปลี่ยนอะไรกันหรือไม่ เพราะในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะมีวาระสำคัญคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งพรรค ปชน. ให้ความสำคัญกับกฎหมายสองฉบับมาก

ด้าน “นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า หลังจากที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. ระบุให้ สส. ให้ช่วยกันทำความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ในส่วน สส. คงต้องรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่แค่กาสิโนเพียงอย่างเดียว อย่าปล่อยให้เกิดการบิดเบือน ทั้งนี้ ตนกลับมาพื้นที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้สอบถามและพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์คืออะไร

“ส่วนที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ อยากให้คุณลองย้อนไปดูคำสัมภาษณ์สมัยตอนเป็นพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พวกคุณพูดอะไรไว้บ้าง พวกคุณยังสนับสนุน อยากให้ทำเรื่องใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินเลย แต่ตอนนี้กลับออกมาคัดค้าน” นายวิสุทธิ์ กล่าวและตอบคำถามถึงข้อเสนอให้ทำประชามติสอบถามความคิดเห็นประชาชน ว่า การทำประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณถึง 3 พันล้านบาท ถ้าหากคุณจะออกกฎหมายในเรื่องนี้หรือกฎหมายอื่นๆ แล้วมีการเรียกร้องให้ทำประชามติกันทุกครั้ง ถามว่าคุ้มหรือไม่

ด้าน “นายสุทิน คลังแสง” สส.บัญชีรายชื่อพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเมืองหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า เชื่อว่าหลังสงกรานต์การเมืองน่าจะดีขึ้น เนื่องจากทุกคนน่าจะเข้าใจปัญหาที่ประเทศชาติเผชิญเป็นเรื่องใหญ่ พรรคใดคนใดที่มีปัญหา ทำให้การแก้ปัญหาให้กับประชาชน เดินหน้าไม่ได้คนนั้นจะถูกตำหนิ โดยปัญหาเรื่องใหญ่ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ คือการขึ้นภาษีของสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก พรรคร่วมรัฐบาลจะปรับพฤติกรรมให้การทำงานของรัฐบาลเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น เพราะสลักสำคัญอย่างร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทำงานร่วมกันยาก ก็ถูกถอดออกแล้ว ทำให้ก็ไม่น่ามีเรื่องอะไรให้เป็นปัญหาอีก เอกภาพภายในรัฐบาลก็น่าจะดีขึ้น

เมื่อถามว่าอนาคตของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร นายสุทิน กล่าวว่า ก็ต้องฟังเสียงประชาชน เชื่อว่ารัฐบาลต้องทำการสื่อสารให้ดีที่สุดก่อนแล้วต้องประเมินสังคม ถ้าสังคมเข้าใจดีแล้วเห็นประโยชน์ก็เดินหน้า ถ้าสังคมยังวิตกก็ต้องฟังเสียง เมื่อถามต่อว่าจำเป็นต้องมีนโยบายเรือธงอะไรออกมาอีกหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ไม่รู้ แต่การฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องทุ่มเทสุดๆ เดิมคิดว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ จะดึงกลุ่มทุน แต่ถ้าเดินหน้ายังไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องหามาตรการอื่นมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแทน และในภาวะอย่างนี้ที่ต้องต่อสู้ภาษีโหด ประชาชนต้องเข้าใจว่ารัฐบาลต้องทำงานหนักขึ้น ถ้าไม่ใช่เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อะไรจะมาทดแทนความหวังเราได้

จับท่าทีของสมาชิกพรรค พท. มีทั้งสัญญาณถอย หรือพร้อมจะเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.กาสิโน น่าสนใจคือการตั้งคำถามเรื่องการใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท จะคุ้มหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่สังคม และทุกฝ่ายเห็นว่า ควรต้องสอบถามประชาชนก่อน ต้องช่วยหาคำตอบ.

“ทีมข่าวการเมือง”