เมื่อวันที่ 16 เม.ย. เพจเฟซบุ๊ก Duangrit Bunnag ของนายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดัง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด (DBALP) ได้โพสต์ข้อความระบุ อ่านบทวิเคราะห์ด้านโครงสร้างตึก สตง. ที่พังลงมา หลายคนพยายามวิเคราะห์กันแล้วผมอ่านแล้วยังหงุดหงิด บอกเลยว่าคันครับ การออกแบบอาคารสูงโดยทั่วไป วิศวกรจะไม่ได้คำนวณให้ lift core เป็น shear wall เพื่อรับแรงด้านข้างแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะถ้าทำแบบนั้น lift core ที่เป็น shear wall นั้นจะใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับขนาดของผังพื้น ซึ่งจะทำให้การใช้สอยทางสถาปัตยกรรมไม่เวิร์ก ส่วนใหญ่ที่เราทำกันจริงๆ คือออกแบบให้เสา-คานทั้งอาคาร ยึดกันเป็น rigid frame ใน 3 มิติ เพื่อให้ตัวอาคารทั้งอาคาร เมื่อประกอบกับ lift core แล้ว สามารถรับแรงลมได้เพิ่มมากขึ้นอย่างปลอดภัย
ถ้าคำนวณแต่ lift core รับแรงด้านข้าง ก็จะเริ่มเห็นภาพเปรียบเทียบได้เหมือนเป็นเสาที่เล็ก มันรับแรงด้านข้างได้น้อยมาก แต่ถ้าทั้งตึกกลายเป็นโครงสร้างที่รับแรง โครง rigid frame ทั้งหมดก็จะทำหน้าที่รับแรงด้านข้างไปด้วย เปรียบเสมือนเป็นเสาที่ขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะรับแรงดีขึ้น อาคารส่วนใหญ่จึงออกแบบให้ elements ที่รับแรงด้านข้าง ประกอบไปด้วยทั้ง lift core ที่เป็น shear wall และ rigid frame ของเสาและคานรวมกัน ดังนั้น ต่อให้ lift core เสียหาย rigid frame ก็จะยังรับแรงด้านข้างได้ส่วนหนึ่ง รวมถึงน้ำหนักอาคารตามแนวดิ่งไว้ด้วย และไม่พังลงมา (อ้างอิงจากคำแนะนำของวิศวกรหลายท่านที่ออกแบบตึกสูงมาด้วยกัน)
ในกรณีของตึกอาคาร สตง. นั้น มันพังลงทั้งหมดแทบจะในทันที อาการเหมือนกับ rigid frame นั้น fail ก่อน lift core ด้วยซ้ำ คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้นกับ rigid frame ทำไมถึงยุบตัวลงมาเร็วมาก

เวลาเราออกแบบโครงสร้างอาคารแบบพื้น flat slab post tension เนื่องจากมันเป็นระบบพื้นที่ไม่มีคาน รอยต่อของหัวเสากับแผ่นพื้น จึงเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด ถ้าจะให้พฤติกรรมเป็น rigid frame แบบเสาคาน รอยต่อตรงนี้ต้องมีพฤติกรรมเป็น fix joint ไม่ใช่ hinge joint ครับ ถ้าออกแบบเป็น hinge joint ก็ทำได้ แต่ต้องมี cross bracing เพิ่ม ที่เรามักจะเห็นเป็นโครงสร้างทแยงขึ้นไปตามความสูง ซึ่งมักจะเป็นโครงสร้างเหล็กที่จะมีพฤติกรรมไปทาง hinge มากกว่า fix ถ้าเป็นพื้น flat slab post tension แล้วอยากให้พฤติกรรมเป็น fix joint เราก็ต้องเพิ่มความหนาพื้นครับ ถ้าไม่เพิ่มทั้ง slab ก็ต้องทำ drop panel ที่หัวเสา ถ้าเพิ่มขนาดพื้นไม่ได้ ก็ต้องเพิ่มขนาดเสา วิศวกรก็จะกำหนดขนาดสัดส่วนตรงนี้ให้สถาปนิก ว่ามากแค่ไหนถึงจะพอ
ในกรณีที่มีการแก้แบบโครงสร้างอาคารเพื่อลดงบประมาณ หรือลดมิติของโครงสร้างด้วยเหตุใดๆ ก็จะเป็นการแก้ความหนาพื้นและเสานี่แหละครับ คนที่แก้ถ้าประสบการณ์น้อย ก็จะคำนวณแต่น้ำหนักบรรทุกของอาคาร ซึ่งก็จะได้ขนาดเสามันดูเหมือนจะเล็กลงได้ แต่ไม่ได้พิจารณาสัดส่วนของเสาที่เล็กเกินไปจนพฤติกรรมของเสาและ flat slab ไม่กลายเป็น fix joint และ frame นั้นกลายไปเป็น hinge joint โครงสร้าง frame อาคารจึงไม่เป็น rigid frame อีกต่อไป เมื่อรับแรงด้านข้างจนถึงจุดวิกฤติของ frame นั้น อาคารจึงล้มยุบตัวลงมาพร้อมกันอย่างรวดเร็วในแนวดิ่ง ไม่โอนเอียงไปทางไหนเลย เพราะรับแรงด้านข้างไม่ได้และสูญเสียความสามารถในการรับแรงแนวดิ่งไปพร้อมกัน

เมื่อ rigid frame ที่เป็น element ที่รับแรงด้านข้างและแรงแนวดิ่งเกิดวิบัติ lift core shear wall ที่ออกแบบมารับแรงด้านข้าง และไม่พอรับแรงแนวดิ่งแน่นอน จึงเอาไม่อยู่ และพังลงตามกันมา ถ้าเป็นจริงตามข้อสันนิษฐานนี้จึงเป็นการวิบัติของ rigid frame ก่อน lift core shear wall นะครับ ไม่ใช่ lift core shear wall วิบัติก่อน เพราะถ้า life core shear wall วิบัติก่อน rigid frame ก็น่าจะยังรับน้ำหนักแนวดิ่งบางส่วนไว้ได้ ไม่น่าพังยุบตัวลงมาในทันที ที่แน่ๆ คือการวิบัติจากแรงด้านข้างนี้ การรับน้ำหนักของเข็มและฐานราก มีผลน้อยมาก เพราะไม่ได้เป็นการยุบตัวของ substructure เลย ไม่ล้มไม่เอน แต่มันยุบตัวลงมาพร้อมกัน
การช่วยกันวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ จะทำให้เรามองหาสาเหตุของความเสียหายในครั้งนี้เจอกันได้เร็วขึ้น ซึ่งมีคนที่ต้องรับผิดชอบแน่นอนครับ ไม่ใช่ความผิดเชิงภัยพิบัติอย่างเดียวแน่นอน (เพราะทั้งประเทศพังอยู่ตึกเดียว) จะได้ไม่ไปโทษเหล็ก โทษคนสร้างกันแต่เพียงอย่างเดียวก็ไม่ถูก คนสร้างมีหน้าที่ต้องสร้างตามแบบซึ่งเป็นที่แก้ไขไปจากที่ผู้ออกแบบได้ออกแบบไว้ ถ้าคนสร้างไม่สร้างตามนั้น ผู้ควบคุมงานก็มีหน้าที่ตรวจสอบและไม่อนุมัติจ่ายเงินตามงวด เขาก็ต้องสร้างตามนั้นแน่ๆ สร้างตามที่คนที่เซ็นอนุมัติแก้ไขแบบไปจากแบบที่ออกแบบไว้
เรื่องเริ่มซับซ้อนขึ้นก็ตอนที่นักข่าวมาเจอว่า ผู้ควบคุมงานที่เซ็นแก้แบบ ก็ดันโดนปลอมลายเซ็นมาเสียอีก สวมชื่อวิศวกรคนอื่นมาควบคุมงาน เล่นกันใหญ่โตขนาดนี้ แสดงว่ามีเหตุที่ต้องการให้แก้ไขแบบในวิธีที่ผู้ควบคุมงานไม่ยอมเซ็น ต้องไปปลอมลายเซ็นคนอื่นมาใส่ คณะกรรมการตรวจการจ้างของ สตง. (ซึ่งปกติมีหน้าที่ไปตรวจคนอื่น!!) จะไม่รู้เห็นอะไรเลย มันก็แปลกอยู่ ผมถึงบอกว่าเรื่องนี้มันลึกทั้งในเชิงการวิบัติของโครงสร้าง และความวิบัติของระบบราชการ แต่ความผิดนั้นรวบยอดไปที่คนกลุ่มเดียวครับ และหวังว่าในอีกไม่นาน เราจะได้เปิดหน้าคนเหล่านั้นออกมาให้เห็นกัน ประเทศไทยจะได้ออกไปจากวังวนของคอรัปชั่นที่สมบูรณ์แบบนี้เสียที



