เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. จากกรณีสะเทือนวงการปกครองท้องถิ่น คดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ “โกงสอบท้องถิ่น” ที่ถูกประเมินว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงถึง 4,500 ล้านบาท ล่าสุดคลิปเสียงที่มีการพาดพิงถึง “รัฐมนตรีช่วย” ได้กลายเป็นชนวนให้ นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงทุกประเด็นอย่างละเอียด พร้อมโต้กลับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น
นายเดชอิศม์ ระบุว่า บุคคลในคลิปเสียงที่ถูกกล่าวถึงอาจหมายถึงตนเอง จึงเห็นว่าจำเป็นต้องออกมาชี้แจง เพื่อให้สังคมได้รับข้อเท็จจริงครบทุกด้าน และลดข้อสงสัยของประชาชนให้มากที่สุด โดยยืนยันว่า ตลอดกระบวนการคัดเลือกหน่วยงานจัดสอบนั้น เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบราชการ
อดีต มท.3 อธิบายว่า กรณีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินโครงการสอบแข่งขัน แม้จะมีการอุทธรณ์ผลการพิจารณาในภายหลัง แต่อำนาจวินิจฉัยอยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งท้ายที่สุดยังคงยืนยันผลเดิมว่า มศว ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ
“เมื่อกรมบัญชีกลางยืนยันผลแล้ว เรื่องจึงกลับมาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ว่าจะมีเหตุให้ยกเลิกหรือไม่ แต่ในช่วงเวลาที่ผลอุทธรณ์กลับลงมา ผมพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.” อดีต มท.3 กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างหนักคือการเปิดเผยของนายเดชอิศม์ ที่ระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลจากข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย มานานกว่า 4-5 ปีแล้วว่า การสอบบรรจุบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีปัญหาการวิ่งเต้นและซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
‘ผอ.กองยุทธศาสตร์’ ย่องเงียบยื่นหนังสือลาออก หลังถูกพักราชการเซ่นคดีฉาวโกงข้อสอบ
“ลูกชาวบ้าน หลานชาวนา เก่งแค่ไหนก็สอบเข้าไม่ได้ ถ้าไม่มีเงิน ผมรับไม่ได้ เพราะนี่คืออนาคตของประชาชน”
ตนเองเคยหารือกับอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในขณะนั้น เพื่อหาแนวทางปฏิรูประบบสอบ โดยเสนอให้มหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาคเข้ามารับผิดชอบการจัดสอบแทนการรวมศูนย์ เพื่อลดช่องว่างการทุจริตและสร้างการแข่งขันอย่างโปร่งใส
“ภาคอีสานอาจใช้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้อาจใช้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผมมองว่าจะช่วยให้ระบบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” อดีต มท.3 กล่าว
พร้อมกันนี้ อดีต มท.3 ยังส่งสัญญาณทางการเมืองถึงรัฐบาล โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี แสดงภาวะผู้นำและเร่งสะสางปัญหาอย่างจริงจัง
“ถึงเวลาผ่าตัดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความเสียหายทางงบประมาณ แต่เป็นการดูดเลือดประชาชน เป็นการทำลายโอกาสของลูกหลานคนธรรมดา ถ้าปล่อยให้ระบบแบบนี้อยู่ต่อไป ประเทศจะไม่เหลืออนาคตให้คนรุ่นหลัง” อดีต มท.3 กล่าวในที่สุด.



