ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ซึ่งรวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อทิศทางการลงทุนและเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของโลก
อย่างไรก็ดี กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ อาทิ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และจีน ยังคงเดินหน้าสนับสนุนพลังงานสะอาด พร้อมนำมาตรการทางการค้า เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) มาใช้ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมรับมือให้เท่าทัน
ในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นักวิเคราะห์จึงคาดการณ์ว่า นโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนพลังงานสะอาดโลกไม่มากนัก เนื่องจากกระแสโลกยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บทวิจัยของ Morgan Stanley ชี้ว่า นโยบายด้านพลังงานสะอาดที่ไม่ชัดเจนของสหรัฐฯ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหลออกจากประเทศ และกองทุนรวมด้านความยั่งยืนจะเริ่มเบนเข็มมุ่งสู่เอเชีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของโลก หลายประเทศในเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กำลังเร่งพัฒนาโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง
ข้อมูลจาก Global Wind Energy Council คาดการณ์ว่า กำลังการผลิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตถึงหกเท่าภายในปี 2030 อีกทั้งเอเชียยังเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุด โดยอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
นอกจากนี้ การแข่งขันด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยจีนครองส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 60% ของโลก และควบคุมการผลิตแร่หายากซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาดถึง 80% ทำให้สหรัฐฯ และยุโรปต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหล่านี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครอบคลุมทุกประเภท รวมทั้งสิ้น 28 โครงการ จาก 22 บริษัท รวมมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 78,000 ล้านบาท โดยมีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 880,000 คัน
ประเทศไทยยังคงเดินหน้านโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 ผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2567 – 2580 (PDP2024) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้ไม่ต่ำกว่า 50% ปัจจุบันไทยสามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ 26% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวม และจากการจัดอันดับ SDG Index ปี 2566 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 43 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน โดยได้คะแนนความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดสูงสุดในภูมิภาค
บีโอไอในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่ส่งเสริมการลงทุน ได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่การลงทุนสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการส่งเสริมกิจการด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีโครงการขอรับการส่งเสริมกว่า 2,900 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 5.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็น
- กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากขยะหรือเชื้อเพลิงจากขยะ จำนวนกว่า 80 โครงการ มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท
- กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ จำนวนกว่า 2,800 โครงการ มูลค่ากว่า 320,000 ล้านบาท
- กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานอื่น ๆ จำนวนกว่า 30 โครงการ มูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยกระดับอุตสาหกรรมด้วยการใช้พลังงานทดแทน ผ่านมาตรการ Smart and Sustainable Industry ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมรวมกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 220,000 ล้านบาท นับเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ ลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน และนำพาเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างมั่นคงในระยะยาว



