หากเรามองย้อนกลับไปในรอบ 10 ปี ประเทศไทยเปรียบเสมือนรถไฟเหาะที่แกว่งตัวอยู่ในโซนเดิมคือ อันดับที่ 25 ถึง 33เคยสูงสุด อยู่ที่อันดับ 25 (ปี 2562 และ 2567) ซึ่งเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวพีคสุดขีด และมีการอัดฉีดงบลงทุนภาครัฐ เคยต่ำสุดอยู่อันดับ 33(ปี 2565) จากพิษโควิด การกลับมาครั้งนี้ใกล้เคียงกับ “จุดสูงสุด” ที่เราเคยทำได้อีกครั้ง
ถ้าดูรายละเอียดจะเห็นว่า “1. ภาคเอกชนแบกจนหลังแอ่น” ร่วมกับ “2. มรสุมโลกถล่มคู่แข่ง” ให้ถอยร่วงลงมา

1. ความแข็งแกร่งจากภายใน: ภาคธุรกิจคือพระเอกตัวจริง แรงขับเคลื่อนหลักที่กระชากอันดับภาพรวมของไทยให้สูงขึ้น คือ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ที่พุ่งขึ้นจากอันดับ 24 มาอยู่ที่ 21 และ ตลาดแรงงาน ที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 10 ของโลก สะท้อนว่าภาคเอกชนไทยมีความยืดหยุ่นและปรับตัวต่อต้นทุนได้ดีเยี่ยม ดัชนีการลงทุนระหว่างประเทศของไทย ยังขยับดีขึ้นถึง 6 อันดับ มาอยู่ที่ 24 เนื่องจากต่างชาติมองว่าไทยเป็น “พื้นที่ปลอดภัยและเป็นกลาง”
2. ปัจจัยภายนอก : ยุโรปและคู่แข่งสะดุดพิษ Geopolitics เมื่อ “คนอื่นถอยลง” ตามบริบทโลกรวน มีภาวะสงครามยืดเยื้อ และวิกฤติพลังงาน ส่งผลให้คะแนนสุทธิของประเทศชั้นนำลดลง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ อดีตแชมป์โลก ร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 หมวดสมรรถนะทางเศรษฐกิจดิ่งลงถึง 24 อันดับ ไปอยู่ที่อันดับ 37 จากปัญหาเงินทุนไหลเข้าที่ชะงักงัน และค่าครองชีพที่พุ่งสูง ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง เยอรมนี และกลุ่มยุโรปก็ติดหล่มต้นทุนพลังงานฟอสซิล ส่งผลให้ทุนต่างชาติไหลออกจากพื้นที่ขัดแย้ง และกระจายความเสี่ยงมายังอาเซียนแทน
แม้ภาคธุรกิจไทยจะโดดเด่น มีเสถียรภาพด้านนโยบายภาษี (อันดับ 7 ของโลก) มีโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อหันมามองประสิทธิภาพในส่วนอื่นกลับเป็นตัวถ่วง ประสิทธิภาพของภาครัฐ ย่ำอยู่กับที่ในอันดับที่ 32 โดยคะแนนเชิงลึกสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง โดย หลักนิติธรรม (อันดับ 57), การควบคุมคอร์รัปชัน (อันดับ 52) และความโปร่งใสของภาครัฐ (อันดับ 51) ภาครัฐยังคงเป็น “อุปสรรค” มากกว่า “ส่งเสริม” ความสามารถ
วิกฤติด้านการศึกษาและสาธารณสุข แม้ทั้งสองด้านจะขยับขึ้นเล็กน้อย การศึกษาอยู่อันดับ 52, สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอยู่อันดับ 56 แต่ก็ยังถือว่า รั้งท้ายกลุ่ม ปีนี้ IMD เพิ่มเกณฑ์ชี้วัดด้าน “ความพร้อมด้าน AI” เข้ามาถึง 9 ตัวชี้วัด ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ของไทยดิ่งร่วงลงทันที 7 อันดับ (ไปอยู่ที่ 39) เพราะเราตามไม่ทัน
สิ่งที่ไทยต้องเร่งพัฒนาให้ทันโลก เพื่อเพิ่มความสามารถสำหรับปีหน้า อย่างไร

1. ผ่าตัดใหญ่ประสิทธิภาพภาครัฐ ต้องยกเลิกกฎหมายและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใสด้วยระบบรัฐบาลดิจิทัล ปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการขนานใหญ่ กวาดขยะที่ซุกไว้ใต้พรมออกให้หมด
2. ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ปรับใช้เทคโนโลยี AI เลิกการท่องจำ ต้องคิดให้เป็น มุ่งสร้างทักษะในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม, คณิตศาสตร์) และยกระดับทักษะแรงงานเดิม ให้สามารถใช้ AI ทำงานได้คล่อง
3. เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าราคาแพง เป็นตัวฉุดรั้งคะแนนความยั่งยืนของไทย รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่เรามีอยู่รอบตัวอย่างเป็นรูปธรรม
อันดับที่ 26 ของไทยในวันนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่หุ้มด้วยกระดาษห่อของขวัญสีสันสวยงาม ภาคเอกชนไทยพิสูจน์แล้วว่าอึด และแกร่งพอที่จะพยุงประเทศในยามวิกฤติได้ แต่หากภาครัฐไม่รีบแก้ปัญหาการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ โครงสร้างระบบราชการผุพัง และคอร์รัปชันโกงกินชาติ ไม่ยอมเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” ไม่เปลี่ยนตัวเองจาก “ตัวถ่วง” เป็น “ตัวช่วย” ภาคธุรกิจอาจจะหมดแรงแบกในไม่ช้า.



