สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ว่า สื่อท้องถิ่นหลายแห่งของสหรัฐนำโดย เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส เผยแพร่เอกสารความยาว 16 หน้า มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “การปรับโครงสร้างกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ ภายในวันที่ 1 ต.ค. 2568” เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ ให้สะท้อนความเข้มแข็งของสหรัฐในต่างประเทศมากขึ้น ร่วมด้วยการลดการสูญเปล่า การใช้อำนาจในทางที่ผิด และการปรับทิศทางการดำเนินงานของกระทรวง ให้สอดคล้องกับหลักนิยม “อเมริกาต้องมาก่อน”


แผนการรวมถึงการยุติการดำเนินงาน ของสำนักงานหลายแห่งภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะเท่ากับเป็นการเลิกจ้างบุคลากรจำนวนมาก รวมถึง สำนักงานจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ลี้ภัย กิจการประชาธิปไตย และภารกิจในทวีปแอฟริกา

นอกจากนี้ เนื้อหาในเอกสารยังระบุถึง การปิดสำนักงานกิจการองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่ประสานงานกับสหประชาชาติ (ยูเอ็น)


ในส่วนของภารกิจเกี่ยวกับทวีปแอฟริกา เมื่อมีการปิดสำนักงานแล้ว จะมีการตั้ง “สำนักงานผู้แทนพิเศษด้านกิจการแอฟริกา” ขึ้นมาแทน แต่จะขึ้นตรงกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศ


ขณะที่การดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ จะเหลือ 4 ภูมิภาค ได้แก่ ยูเรเชีย ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และอินโด-แปซิฟิก หรือ เอเชีย-แปซิฟิก


เอกสารยังกล่าวถึงการลดจำนวนบุคลากรการทูตในแคนาดา “อย่างจำเพาะเจาะจง” และจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการประจำการของนักการทูต ให้ประจำการเฉพาะภูมิภาคจนกว่าจะเกษียณอายุ ไม่ใช่การหมุนเวียนประจำการตามแต่ละภูมิภาคอีกต่อไป หากนักการทูตคนใดไม่ประสงค์เข้าร่วมระบบนี้ สามารถยื่นขอรับการชดเชยเพื่อออกจากงาน ภายในวันที่ 30 ก.ย. นี้

นอกจากนั้น จะมีการปรับเปลี่ยนโคงสร้างของทุนฟูลไบรท์ให้ “มุ่งเน้นเฉพาะการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ” โดยจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “หลักสูตรที่มีการเรียนการสอนอย่างเข้มข้นในภาษาสำคัญ” เช่น ภาษาจีนกลาง ภาษารัสเซีย ภาษาเปอร์เซีย และภาษาอาหรับ


หากเนื้อหาทั้งหมดของแผนการเป็นความจริง จะเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นกระทรวงเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐ ครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้ง เมื่อปี 2332.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES