CNN สหรัฐอเมริกา รายงานว่า ‘นาอูรู’ ประเทศบนเกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก มีเนื้อที่เพียง 8 ตารางไมล์ กำลังเผชิญภัยคุกคามขั้นวิกฤตจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง และคลื่นพายุที่รุนแรง อันเป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร รัฐบาลของประเทศที่มีประชากรราว 12,500 คนแห่งนี้จึงตัดสินใจออกมาตรการระดมทุนสุดแหวกแนว ด้วยการเปิดโครงการ ‘Golden Passport’ เสนอขายสัญชาติในราคา 105,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5 ล้านบาท เพื่อหาเงินทุนในการดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน
แผนการย้ายถิ่นฐานเพื่อความอยู่รอด
หนึ่งในเป้าหมายหลักของเงินที่ระดมได้จากโครงการดังกล่าว คือการย้ายประชากรราว 90% ขึ้นไปยังพื้นที่สูงของเกาะ และสร้างชุมชนใหม่ที่ปลอดภัยจากภัยคุกคามของน้ำทะเลที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันสภาพพื้นที่กว่า 80% ของนาอูรูไม่สามารถอยู่อาศัยได้ เนื่องจากการทำเหมืองฟอสเฟตอย่างหนักตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1900 ทำให้เหลือเพียงพื้นดินที่เป็นหินแหลมคมและขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลโดยตรง
และที่น่ากังวลไปยิ่งกว่านั้น ข้อมูลจากองค์การมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ระบุว่า ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ รวมถึงบริเวณรอบๆ นาอูรู มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ที่ปกติจะอยู่ราวๆ 3.3 มิลลิเมตรต่อปี แต่ในพื้นที่แถบดังกล่าวมีอัตราที่สูงกว่านั้น
‘ไทโรน เดเย’ นักวิจัยชาวนาอูรูจาก Monash Business School ออสเตรเลีย กล่าวว่า “หลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งต้องสูญเสียที่ดิน บางรายถึงขั้นบ้านทั้งหลังถูกคลื่นซัดหายไป”
‘ขายสัญชาติ’ คือทางเลือกหรือทางรอด?
แม้การขายสัญชาติจะไม่ใช่เรื่องใหม่ และเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสในอดีต ทว่านาอูรูได้หันกลับมาใช้นโยบายนี้อีกครั้ง พร้อมเน้นย้ำเรื่องมาตรการคัดกรองผู้สมัครอย่างเข้มงวด โดยจะไม่รับผู้ที่มีประวัติอาชญากรรม หรือมาจากประเทศที่ถูกองค์การสหประชาชาติจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น รัสเซียและเกาหลีเหนือ
ผู้ที่ถือพาสปอร์ตนาอูรูจะได้รับสิทธิ์ในการเดินทางเข้าออก 89 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า รวมถึงสหราชอาณาจักร ฮ่องกง สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างไรก็ตาม ‘เคิร์สติน ซูรัค’ นักวิชาการด้านสังคมวิทยาการเมืองจาก London School of Economics และผู้เขียนหนังสือ The Golden Passport มองว่า ผู้ซื้อส่วนใหญ่อาจไม่ได้ต้องการเดินทางมายังนาอูรูจริง แต่ต้องการซื้อเพื่อสร้าง ‘ชีวิตแบบไร้พรมแดน’
The Golden Passport จะเปลี่ยนอนาคตนาอูรูได้จริงหรือ?
รัฐบาลนาอูรูคาดการณ์ว่า ในปีแรกของโครงการ จะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้จากโครงการดังกล่าวขยับเป็น 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 19% ของรายได้ภาครัฐ
‘เอ็ดเวิร์ด คลาร์ก’ ซีอีโอ โครงการเศรษฐกิจและภูมิคุ้มกันสภาพภูมิอากาศของนาอูรู กล่าวว่า “เราจะค่อยๆ ขยายโครงการอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งประเมินผลกระทบและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น” พร้อมเสริมว่า เงินที่ได้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคใหม่ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมสร้างความยั่งยืนของชุมชน
นอกจากนี้ รัฐบาลนาอูรูยังได้ร่วมมือกับองค์กรระดับโลก เช่น ธนาคารโลก เพื่อขอคำแนะนำและรับการตรวจสอบการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตหรือการขายสัญชาติให้กับผู้ที่ไม่เหมาะสม ดังเช่นกรณีอื้อฉาวในยุค 1990 ที่ผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายถือหนังสือเดินทางนาอูรูถูกจับกุมในมาเลเซีย
มิติใหม่ของการแก้ปัญหาสภาพอากาศ?
อันที่จริง นาอูรูไม่ใช่ประเทศแรกที่ใช้วิธีการขายสัญชาติเพื่อหารายได้มาต่อสู้กับวิกฤตสภาพอากาศ ตัวอย่างเช่นที่ผ่านมา ประเทศโดมินิกา ในแคริบเบียน ก็ได้ดำเนินโครงการลักษณะเดียวกันมาตั้งแต่ปี 1993 และได้นำรายได้ส่วนหนึ่งมาใช้เพื่อเป้าหมายในการเป็นประเทศที่มีภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศแห่งแรกของโลกภายในปี 2030
ความจำเป็นเร่งด่วนเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านเงินทุนสำหรับการรับมือกับภาวะโลกร้อน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ที่ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องใช้เงินมากถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2030 เพื่อปรับตัวต่อผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ แต่ในความเป็นจริง กลับสามารถระดมทุนได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว
ในสถานการณ์ที่เงินทุนจากนานาชาติเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐอเมริกาถอนตัวจากความตกลงด้านภูมิอากาศ ประเทศเล็กๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงจำเป็นต้องแสวงหาทางเลือกใหม่เพื่อความอยู่รอด
“นาอูรูกำลังกลายเป็นต้นแบบของการทดลองนโยบายใหม่สำหรับประเทศที่เปราะบางต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” คลาร์ก กล่าวทิ้งท้าย



