วันที่ 10 พ.ย. ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ได้ตอบคำถามภายหลังการแถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งได้คงอัตราดอกเบี้ย 0.5% ไว้อีกครั้ง และประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาและกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว

โดยได้ตอบคำถามเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวแรง หลังจากราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จากความเสี่ยงด้านสูงหากราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้ ต้องดูว่าเงินกองทุนน้ำมันจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

ปิติ ดิษยทัต

ในขณะที่ แบงก์ชาติ คาดว่าราคาพลังงานจะคลี่คลายลดลงในช่วงต้นปีหน้า และเป็นปัจจัยแค่ชั่วคราว คาดกรอบเงินเฟ้อปีนี้ 1% และปีหน้า 1.4% ส่วนการประชุมรอบวันที่ 22 ธ.ค. มีแนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้น ตามตลาดพลังงานโลกปรับสูงขึ้นแต่คาดไม่น่าจะเยอะมาก เพราะมีมาตรการภาครัฐตรึงดีเซล ค่าไฟฟ้า จะเป็นตัวช่วยลดการส่งผ่านไปเงินเฟ้อ ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจอาจไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก คาดเศรษฐกิจปีนี้ 0.7% และปีหน้า 3.9%

“เงินเฟ้อเป็นปัจจัยติดตามต่อการพิจารณานโยบายการเงิน แม้มีหลายประเทศจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน แต่ประเทศไทยมีบริบทแตกต่างจากต่างประเทศ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การฟื้นตัว ซึ่งช้ากว่าประเทศอื่น อาจต้องดูไปอีกสักพัก ในตอนนี้ยังไม่เป็นเรื่องที่ กนง.กังวล” นายปิติ กล่าว

นอกจากนี้ นายปิติ ยังพูดถึงเรื่องเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ ว่า เงินบาทจะแข็งค่าเป็นแค่ระยะสั้น โดยรวมจากต้นปีก็ยังอ่อนค่าอยู่ 6-7% แต่มีผลกระทบต่องบดุลและกำไรต่อผู้ผลิต ผู้ส่งออก นำเข้า ยังต้องติดตามต่อไป ส่วนกรณีถ้าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด อาจมีความผันผวนในตลาดเงินโลกได้ แต่เชื่อว่าเฟดจะไม่เซอร์ไพร้ส์ตลาด ที่ผ่านมาส่งสัญญาณล่วงหน้าก่อนเสมอ ความเสี่ยงจะน้อย หากจะกระทบกับไทยคงเป็นเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย ผลตอบแทนพันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยน แต่คิดว่าเฟดคงไม่เซอร์ไพร้ส์ตลาด