เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 68 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. ร่วมกันแถลงผลทลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ยึดของกลางยาบ้า 13,200,000 เมตร รถยนต์ 2 คัน
คดีแรก นปส.เชียงใหม่ กก.2 บก.ปส.3 ได้เฝ้าระวังการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดนภาคเหนือ หลังสืบทราบว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อนำส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่ นำไปกระจายต่อในจังหวัดอื่นๆ
ต่อมาวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา พบความเคลื่อนไหวรถกระบะกลุ่มบุคคลในเครือข่ายอยู่บนถนนโชตินา เขตพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยขับรถกระบะเข้าไปในพื้นที่หมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ จึงได้เฝ้าสังเกตการณ์
จากนั้น 8 เม.ย. รถกระบะต้องสงสัยขับออกมา ได้บรรทุกกะหล่ำปลีเต็มรถ ก่อนมุ่งหน้า อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อรถกระบะมาถึงบริเวณด่านตรวจยาเสพติด แก่งปั้นเต้า ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นพบผู้ต้องหา 1 คน พร้อมยาบ้า 12,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ท้ายกระบะ โดยมีกะหล่ำปลีปกปิดอำพราง ทั้งนี้ นำตัวผู้ต้องหาและของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อีกคดีเมื่อวันที่ 10 เม.ย. นปส.เชียงราย กก.2 บก.ปส.3 ได้จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมยาบ้า 1,200,000 เม็ด หลังตำรวจสืบทราบว่ากลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติด อ.แม่สาย จ.เชียงราย จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อนำส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดอื่นของประเทศ จึงได้เฝ้าระวัง กระทั่งพบรถกระบะของกลุ่มเครือข่ายขับออกมาจากหมู่บ้านผาหมี มุ่งหน้าไป อ.แม่สาย จ.เชียงราย จึงได้ติดตาม กระทั่งรถกระบะคันดังกล่าวเข้าไปจอดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ต่อมามีชาย 2 คน ได้เดินมาที่รถกระบะและจะขับออกไป เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น ชายคนขับได้เปิดประตูรถและหลบหนีไปยังด้านหลังของห้างสรรพสินค้า จึงได้จับกุมผู้ต้องหาเป็นเยาวชนซึ่งนั่งอยู่เบาะข้างคนขับจำนวน 1 คน และของกลางยาบ้า 1,200,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารตอนหลัง จึงได้นำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่งพนักงานสอบสวนฯ บก.ปส.3 จะได้ทำการขยายผลเพื่อติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีต่อไป

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมา จะสามารถจับกุมผู้ต้องหาและของกลางได้จำนวนมาก แต่ตัวผู้บงการหรือนักค้าจะขยายผลต่อไป ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่าปริมาณยาเสพติดจับได้ประมาณ 450 ล้านเม็ด แม้ช่วงที่ผ่านมา จะเกิดแผ่นดินไหว แต่ยังพบว่าปัญหายาเสพติดยังมีการลักลอบลำเลียงอยู่ เบื้องต้นยาเสพติดเหล่านี้ จะเข้ามายังแหล่งพักยาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เนื่องจากยาเสพติดที่จับกุมได้มีอักษร Y1 และส่วนใหญ่ยาเสพติดเหล่านี้จะส่งต่อไปยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
พล.ต.อ.ประจวบ กล่าวว่า การลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ต้นทางที่ภาคเหนือโดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีประชาชนเดินทางไปเที่ยวทั่วราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดจึงอาศัยจังหวะดังกล่าว ในการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาตามแนวชายแดนในพื้นที่ภาคเหนือ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กวดขันปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดตั้งแต่ต้นทางตามแนวชายแดน กลางทางในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาตามเส้นทางต่างๆ ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน เพื่อเข้ามาสู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะมีการติดตามสกัดกั้นจับกุมตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เมื่อมีการจับกุมได้จะมีการสอบสวนขยายผลกับผู้กระทำความผิดจนถึงที่สุด โดยนำมาตรการ พ.ร.บ.สมคบฯ เพื่อยึดทรัพย์มาบังคับใช้ ขณะเดียวกันในพื้นที่ชุมชนต่างๆ จะทำการเอกซเรย์พื้นที่หาผู้ค้ารายย่อยปราบปรามจับกุมตรวจค้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด

เมื่อถามถึงกรณีที่ขบวนการค้ายาเสพติด ใช้ผู้ขนยาเสพติดที่มีอายุน้อยลง หรือยังเป็นเยาวชนอยู่ จะมีผลต่อการดำเนินดคีหรือไม่ พล.ต.ท.สันติ กล่าวว่า ช่วงหลังในหลายคดี พบเห็นว่าผู้กระทำความผิดอายุไม่มาก ซึ่งอาจเป็นแนววิธีการ การดำเนินการทั้งการปิดกั้นพื้นที่ชายแดนในการหยุดยั้งสกัดกั้นยาเสพติด ได้เพิ่มความเข้มเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ลักลอบขนหาได้ยากขึ้น ผู้สั่งการหาผู้ลักลอบขนได้ยากขึ้นจึงมีการลดจำนวนอายุของผู้ลักลอบขนลงมา ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี ยืนยันว่า การใช้ผู้ขนยาเสพติดที่มีอายุน้อยลง ไม่มีผลกับการดำเนินคดี โทษยังเท่าเดิมอยู่ เพียงแต่จะต้องส่งไปยังศาลเด็ก เยาวชนและครอบครัว ตามขั้นตอนเท่านั้น
จากสถิติผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน ทั่วประเทศสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้จำนวนทั้งสิ้น 136,189 ราย ตรวจยึดของกลางยาเสพติดเป็นยาบ้า 566,622,422 เม็ด, ไอซ์ 30,334.51 กิโลกรัม, เฮโรอีน 896.07 กิโลกรัม, เคตามีน 4,068.51 กิโลกรัม และยาอี จำนวน 123,087 เม็ด รวมทั้งสามารถดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดได้รวมมูลค่า กว่า 5,301,456,966 บาท
ส่วนการปราบปรามยาเสพติดของ บช.ปส. ตั้งแต่ 1 ต.ค. 67-ปัจจุบัน สามารถจับกุมขบวนการ ค้ายาเสพติดทุกคดีได้ 679 คดี ผู้ต้องหา 680 คน ของกลางยาเสพติด คือ ยาบ้า 194,410,158 เม็ด, ไอซ์ 12,526.44 กก., เฮโรอีน 205.01 กก., เคตามีน 710 กก. และยาอี 581 เม็ด ยึดอายัดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติด 1,566,813,230 บาท.



