คนส่วนใหญ่แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง เป็นกิจวัตรประจำวัน คือตอนตื่นนอน และก่อนเข้านอน

แต่สำหรับบางคน อาจไม่จำเป็นต้องแปรงฟันก่อนเข้านอน เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาช่องปากได้ในระยะยาว

ไม่ควร “แปรงฟันก่อนนอน” จริงหรือ?

แม้ว่าการแปรงฟันก่อนนอนจะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ แต่หากเราไม่รู้วิธีแปรงที่ถูกต้อง หรือละเลยคำแนะนำของทันตแพทย์ ก็อาจส่งผลเสียต่อฟันได้ง่ายๆ

  • คนที่แปรงฟันหลังทานอาหารเย็นแล้ว และหลังแปรงฟันก็ไม่ได้ทานอะไรอีกเลย นอกจากน้ำเปล่า ไม่จำเป็นต้องแปรงฟันก่อนนอน

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “ยิ่งแปรงฟันบ่อย ยิ่งดี”

จริงๆ แล้วไม่ใช่ โดยเฉพาะคนที่แปรงฟันที่แรงเกินไป นานเกินไป หรือไม่ถูกวิธี อาจทำให้ฟันสึกกร่อนเร็วขึ้น เกิดฟันผุ อาจทำให้เหงือกอักเสบและมีเลือดออกได้

ควรแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ตอนตื่นนอนและก่อนนอน แปรงเบาๆ และแปรงให้ถูกวิธี ไม่ควรแปรงฟันนานกว่า 2 นาที

2 สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจในการแปรงฟัน เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี

  1. แปรงฟันให้ถูกเวลา ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป : หลายคนมีนิสัยแปรงฟันหลังทานอาหารเย็นเสร็จใหม่ๆ แต่จริงๆ แล้ว ควรรอประมาณ 30 นาทีหลังรับประทานอาหารก่อนแปรงฟัน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะหลังทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีความเป็นกรด เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว หรือน้ำอัดลม สภาพความเป็นกรดในช่องปากจะสูงขึ้นทันที การแปรงฟันในช่วงเวลานี้อาจทำให้เคลือบฟันที่อ่อนแออยู่แล้วถูกทำลายได้ง่าย เกิดการสึกกร่อนของผิวฟัน เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นกรดในช่องปากจะค่อยๆ เป็นกลาง และเคลือบฟันจะกลับคืนสู่สภาพเดิม การแปรงฟันในช่วงนี้จึงไม่ทำร้ายฟัน

ตัวอย่าง : ผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งทำงานเป็นพนักงานขาย มักจะแปรงฟันทันทีหลังทานอาหารเย็นทุกคืน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ลมหายใจสดชื่น แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มรู้สึกเสียวฟันและเจ็บเมื่อสัมผัสเล็กน้อย เมื่อไปพบทันตแพทย์ พบว่าเคลือบฟันของเขาได้รับความเสียหายเล็กน้อย คุณหมอจึงแนะนำให้ปรับเวลาการแปรงฟัน และหลีกเลี่ยงการแปรงฟันทันทีหลังทานอาหาร

  1. แปรงฟันอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงแรงกดที่มากเกินไป : หลายคนเผลอออกแรงในการแปรงฟันมากเกินไป โดยคิดว่าจะช่วยให้ฟันสะอาดหมดจด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแปรงฟันแรงๆ ไม่เพียงแต่ทำลายเคลือบฟัน แต่ยังอาจทำให้เหงือกร่น และเกิดอาการเสียวฟันได้

วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง คือ การแปรงฟันเป็นวงกลมเล็กๆ อย่างเบามือ แทนการถูไปมาแรงๆ ในแนวนอน ควรแปรงให้ทั่วทุกซี่ ทุกด้าน อย่างเบามือ ไม่ต้องออกแรงกด สิ่งนี้จะช่วยกำจัดเศษอาหารและแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปกป้องฟันและเหงือกของคุณ

ตัวอย่าง : ผู้ป่วยรายหนึ่งมีปัญหาเหงือกร่นและฟันไวต่อความรู้สึกมาก เนื่องจากเขาเคยชินกับการแปรงฟันด้วยแรงที่มากเกินไปเป็นเวลานาน ทันตแพทย์จึงแนะนำให้เขาปรับเปลี่ยนวิธีการแปรงฟัน ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และแปรงอย่างเบามือ ซึ่งช่วยให้สุขภาพช่องปากของเขาค่อยๆ ดีขึ้น

ข้อควรระวังในการดูแลฟัน

ระมัดระวังอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด : อาหารบางชนิด เช่น มะนาวและเกรปฟรุต อาจทำลายชั้นเคลือบฟันได้ หากคุณชอบทานอาหารเหล่านี้ ควรรอสักพักหลังทานก่อนแปรงฟัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากกรด นอกจากนี้ การลดปริมาณอาหารที่มีน้ำตาลสูงก็เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปากเช่นกัน

เลือกยาสีฟันและแปรงสีฟันให้เหมาะสม : สำหรับผู้ที่มีเหงือกบอบบาง ควรเลือกยาสีฟันที่มีปริมาณฟลูออไรด์ต่ำ และมีเนื้อสัมผัสอ่อนโยนกว่า สำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟัน สามารถเลือกยาสีฟันที่มีส่วนผสมช่วยลดอาการเสียวฟันได้ นอกจากนี้ แปรงสีฟันขนนุ่มยังอ่อนโยนต่อฟันและเหงือกมากกว่าแปรงสีฟันขนแข็ง

การสร้างนิสัยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี : ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องฟันของเราเท่านั้น แต่ยังป้องกันปัญหาในช่องปากต่างๆ และส่งผลให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อีกด้วย

และอย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยไปพบทันตแพทย์ การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ จะช่วยให้ตรวจพบปัญหาในระยะเริ่มต้น และวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม การตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุกปี จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน

ที่มาและภาพ : sohu, freepik