เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 เม.ย. ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ ได้รับการเปิดเผยจาก นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ว่า หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2545 มีการจัดตั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ขึ้น โดยยุบกองชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ให้มาอยู่ในกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในกระทรวงใหม่ และเปลี่ยนศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาซึ่งเป็นหน่วยงานทำงานในพื้นที่ เป็นศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง เพื่อทำงานกับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นราษฎรไทยบนพื้นที่สูงในการพัฒนาและจัดสวัสดิการ พร้อมทั้งส่งมอบงานอื่นๆ ให้หน่วยงานที่มีความรับผิดชอบโดยตรง เช่น งานสาธารณสุขให้กระทรวงสาธารณสุขดูแล งานการศึกษาให้กระทรวงศึกษาธิการดูแล ทำให้โรงเรียนชั่วคราวหรือโรงเรียนชาวเขาที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาตั้งขึ้นเพื่อสอนหนังสือให้ชาวเขาถูกยุบ และมอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเข้ามารับผิดชอบเปิดเป็นโรงเรียนถาวร จัดการเรียนการสอนให้นักเรียนต่อไป
โดยที่บ้านปิล๊อคคี่ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยง การเดินทางต้องนั่งเรือกว่าสองชั่วโมง ผ่านอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนวชิราลงกรณ์หรือเขื่อนเขาแหลม ความห่างไกลและยากลำบากทำให้เขตพื้นที่การศึกษาไม่พร้อมและสามารถมาเปิดการเรียนการสอนได้ เด็กนักเรียนกว่าร้อยคนจึงไม่มีครูสอน ในขณะนั้นตนได้รับการร้องเรียน ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านปิล๊อคคี่ กระทั่งในปี พ.ศ. 2547 ตนจึงประกาศรับครูอาสาไปสอนเด็ก มีครูผู้หญิงสองคนมาสมัคร เมื่อเดินทางไปบ้านปิล๊อคคี่เจอลมพายุกลางแม่น้ำ ไปอยู่ก็โดดเดี่ยวในหมู่บ้าน เพียงไม่กี่วันครูทั้งสองก็ลาออก จนกระทั่ง ครูไพรวัลย์ ยาปัญ หรือ ครูมด มาสมัคร จึงให้เดินทางไปสอนตามลำพัง
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนั้นหนึ่งปีได้มีโอกาสไปเยี่ยม ครูไพรวัลย์ เห็นการสอนนักเรียนกว่าร้อยคน ด้วยครูเพียงคนเดียว แบ่งเป็นชั้น ป. 1 ถึง ป.4 ครูไพรวัลย์วิ่งรอกสอนเด็กนักเรียน สอน ป. 1 ให้การบ้าน แล้วรีบไปสอน ป. 2 ให้การงาน แล้วไปสอน ป. 3 แล้วไปสอน ป. 4 แล้วรีบมาดู ป. 1 ป. 2 และ ป. 3 วนอยู่อย่างนี้ตลอดวัน โดยไม่มีเวลาหยุดแม้นิดเดียว ตอนเย็นก็แวะไปเยี่ยมและติดตามเด็กที่บ้านต่ออีก เมื่อเด็กนักเรียนเรียนจบชั้น ป. 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ครูไพรวัลย์ได้พูดคุยกับเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง ในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น และประสานงานกับโรงเรียนตลอดจนที่พักในอำเภอข้างเคียงคืออำเภอไทรโยคและอำเภอสังขละบุรี ในการรับเด็กนักเรียนไปเรียนต่อและมีที่พักระหว่างการศึกษา ตลอดจนหาทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือในการศึกษาให้เด็กนักเรียนซึ่งทางครอบครัวล้วนมีฐานะยากจน
นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว ครูไพรวัลย์ยังช่วยเด็กนักเรียนและชาวกะเหรี่ยงในเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็นและพัฒนาวิถีชีวิต ที่สำคัญคือ การช่วยเหลือให้เด็กได้รับการแจ้งเกิด มีบัตรเอกสารยืนยันตัวบุคคล ตลอดจนได้รับสัญชาติไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จนปลายปี 2549 ครูไพรวัลย์ติดต่อมาว่า เด็กนักเรียนที่ส่งไปเรียนที่โรงเรียนบ้องตี้ล่าง อำเภอไทรโยค จำนวน 5 คน ทางผู้อำนวยการให้ออกและต้องมาเรียนชั้น ป. 1 ใหม่ เนื่องจากโรงเรียนปิล๊อคคี่ที่ครูไพรวัลย์สอน เป็นโรงเรียนชั่วคราวไม่ใช่โรงเรียนที่ถูกต้อง และไม่สามารถออกวุฒิบัตรให้เด็กนักเรียนที่จบชั้น ป. 4 ได้ เมื่อไม่มีหลักฐานการจบการศึกษาชั้น ป. 4 เด็กนักเรียนทั้งหมดจึงต้องไปเรียนตั้งแต่ชั้นแรกคือ ป. 1
นายสุรพงษ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จึงได้ลงพื้นที่พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา และกิจการพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้งว่ายินดีให้เด็กนักเรียนเรียน และรับมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่เป็นคำสั่งของรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ที่มาตรวจเยี่ยมพบเห็น ได้พบเด็กนักเรียนจากโรงเรียนปิล๊อคคี่ที่มาเรียนที่โรงเรียนบ้องตี้ล่างกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.6 เป็นประธานนักเรียนและสอบได้ที่ 1 ของชั้นเรียน ยิ่งทำให้เห็นผลของความทุ่มเทและความสามารถของครูไพรวัลย์ที่สอนเด็กกว่าร้อยคนเพียงคนเดียว แต่เด็กมีความรู้มากกว่าโรงเรียนบ้องตี้ล่างที่มีความพร้อมมากกว่า ครูกว่า 10 คน ที่สอนเด็กนักเรียนทั้งหมดไม่ถึง 100 คน ขณะที่ทางสำนักพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา และกิจการพิเศษก็ชื่นชมครูไพรวัลย์ซึ่งแม้เป็นเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการเรียนการสอนเป็นระบบ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ มีการประเมินผลอย่างละเอียดถูกต้อง ดีกว่าโรงเรียนจำนวนมากที่เคยไปเยี่ยมชม
ต่อมากระทรวงศึกษาธิการโดยปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือที่ ศธ 0231/509 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนบ้องตี้ล่าง ให้รับนักเรียนทั้งห้าเข้าเรียน โดยให้ดำเนินการเทียบโอนผลการเรียนตามความเหมาะสมของผู้เรียน ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2546 เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับการศึกษาที่พร้อมมากขึ้น ครูไพรวัลย์ร่วมกับชาวบ้านปิล๊อคคี่ ได้ทำหนังสือและประสานงาน จนได้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปิล๊อคคี่ มาเปิดการเรียนการสอนอย่างเต็มรูปแบบ
ครูไพรวัลย์เมื่อสิ้นสุดภาระที่บ้านปิล๊อคคี่ ก็ขอไปรับภาระในพื้นที่ที่ยากลำบากและห่างไกลเพิ่มขึ้น ที่ยังไม่มีโรงเรียน ไม่มีใครเข้าไปสอน คือที่บ้านไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หมู่บ้านในป่า กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งการเดินทางต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อในหน้าแล้ง หรือเดินด้วยเท้าเข้าไปหนึ่งวันเต็มในหน้าฝน 17 ปีที่โรงเรียนสาขาบ้านไล่โว่ กลางทุ่งใหญ่นเรศวร ครูไพรวัลย์เป็นทุกอย่างของหมู่บ้าน ไม่เพียงงานการเรียนการสอนในโรงเรียน แต่เป็นงานชีวิต ที่รับผิดชอบเด็กนักเรียนไปตลอดชีวิต เป็นการเดินทางและสร้างอนาคตร่วมกันระหว่างครูกับลูกศิษย์ ครูไพรวัลย์เป็นทั้งครู เพื่อน ผู้สนับสนุน ผู้ประสานงาน ให้ลูกศิษย์แม้จบการศึกษาจากโรงเรียนแล้ว เมื่อศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น มีทุนการศึกษา มีที่พัก มีที่ปรึกษา ตลอดจนมีอาชีพ มีครอบครัว หากจะถามหา “ครู” หรือ “จิตวิญญาณครู” ครูมด คือ ครูผู้เป็นดวงตะวันของคนชายขอบอย่างแท้จริง





