ภายหลัง “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง กระทั่งกรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีที่ บช.ก. เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนายทุน-เจ้าหน้าที่รัฐนอกรีต พร้อมเร่งดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก. ที่ทับบนผืนป่า นอกจากนี้เชื่อว่าเป้าประสงค์ของกลุ่มทุน ยังเร่งระดมตัดไม้ใหญ่มีค่า ทำลายสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ มุ่งหวังเร่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไว้รองรับโครงการเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 28 เม.ย. นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายพรชัย สิทธิเกษร ทรัพยากรธรรมชาติฯ จังหวัดระนอง (ทสจ.ระนอง) สนธิกำลังเจ้าหน้าที่สำนักจัดการพื้นที่ป่าไม้ที่ 11 สุราษฎร์ธานี, ตำรวจ ปทส. และฝ่ายปกครอง อ.สุขสำราญ ร่วมกันตรวจนับและเคลื่อนย้ายไม้ของกลาง จำนวน 438 ท่อน ปริมาตร 461.85 ลูกบาศก์เมตร มูลค่า 50 ล้านบาท ที่ได้ตรวจยึดไว้ในพื้นที่ป่าปากเตรียม เป็นของกลาง ในคดีครอบครองไม้หวงห้ามชนิดไม่แปรรูปไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย มาตรา 69 พ.ร.บ.ป่าไม้ ไปเก็บรักษาไว้ที่บริเวณสนามหน้าอำเภอสุขสำราญ โดยในการเคลื่อนย้ายองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคใต้ สนับสนุนรถบรรทุก และ อบจ.ระนอง สนับสนุนเครื่องจักร ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายไม้ราว 1 สัปดาห์



นายชาญชัย กล่าวว่า การปฏิบัติการหลังจากนี้ นอกเหนือจากการเคลื่อนย้ายไม้ของกลางชุดแรก ที่ตรวจยึดและผ่านการประทับตราเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ไปเก็บรักษาที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอสุขสำราญ และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ระนอง ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ปกครอง เป็นผู้มีอำนาจดูแลรักษาของกลาง ขณะเดียวกันตนในฐานะเจ้าพนักงานตรวจยึด จะเข้าทำการตรวจวัดและจัดทำบัญชีไม้หวงห้ามเพิ่มเติมบนยอดเขา ที่ตรวจพบโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่พบว่ายังมีการตัดไม้ทำลายป่าอยู่บริเวณบนยอดเขาสูงอีกหลายจุด โดยก่อนหน้านี้ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าไปสำรวจแล้ว พบว่าส่วนใหญ่เป็นไม้หวงห้าม ขนาดใหญ่ ประมาณ 300 ต้น โดยจะเร่งดำเนินการตรวจวัดและทำบัญชีไม้ให้แล้วเสร็จเพื่อเคลื่อนย้ายได้พร้อมไม้ในลอตแรก


ขณะเดียวกัน สำนักที่ดิน จ.ระนอง ได้ส่งมอบแผนที่ระวางรูปแปลงและสารบบที่ดิน ให้กับชุดพยัคฆ์ไพร ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้เร่งทำการซ้อนระวางเพื่อตรวจสอบพื้นที่ระหว่างที่ดินที่มีเอกสารกับพื้นที่ป่า อย่างไรก็ตาม มีรายงานการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าจุดที่มีการตรวจยึดกองไม้บางส่วนอยู่ในพื้นที่ป่า มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ทางเจ้าหน้าที่ชุดพยัคฆ์ไพร ได้เข้าทำการบันทึกที่เกิดเหตุ ตรวจวัดพื้นที่ เพื่อรวบรวมหลักฐาน แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุในข้อหาก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือทำลายป่า เพื่อเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ตามความผิด มาตรา 54, 55 และ 72 ตรี พ.ร.บ.ป่าไม้
มีข่าวรายงานด้วยว่า จากการตรวจสอบสารบบที่ดินจำนวน 105 แปลง ล่าสุดพบว่า มากเกินกว่าครึ่งเป็นการถือครองโดย “กลุ่มนักธุรกิจ” มาจากในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ได้เข้ามาถือครอบครองทันที หลังมีการออก น.ส.3 ก. จากนั้นกลุ่มทุนจึงรีบนำไปจดจำนองที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง นอกจากนี้บางส่วนถูกเปลี่ยนมือไปยังบริษัทนิติบุคคล 3 ราย ที่ปัจจุบัน กลายเป็นผู้ถือครองที่ดินส่วนใหญ่ของเขาปากเตรียม.



