เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวถึง ภารกิจการพัฒนาและยกระดับฝีมือแรงงานไทยว่า ปัจจุบันตามกฎหมายส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มาตรา 26 กำหนดให้ สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 100 คน ขึ้นไป ต้องจัดให้มีการฝึกอบรมเพิ่มสกิล รีสกิล ให้กับพนักงานของตัวเองอย่างน้อย 50% ปีละ 1 ครั้ง ตามหลักสูตรที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้การรับรอง หรือหากสถานประกอบกิจการนั้นๆ ต้องการอบรมในหลักสูตรของตัวเอง ที่เหมาะสมกับภารงานของสถานประกอบการก็สามารถทำได้ แต่ต้องส่งหลักสูตรนั้น มาให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ประเมินและรับรองก่อน ซึ่งจะใช้เวลาในการพิจารณาหลักสูตรไม่นาน เพราะทางกรมจะใช้ระบบ AI มาร่วมในการประพิจารณาประเมินการอนุญาตหลักสูตรด้วย
“กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องพัฒนาฝีมือแรงงานของตัวเองให้ได้อย่างน้อย 50% ของจำนวนพนักงาน แต่ถ้าสามารถอบรมได้มากกว่า 70% เช่น สถานประกอบกิจการนั้นๆ มีพนักงาน 100 คน ถ้าอบรมได้ 70 คน แล้วคนที่ 71 ขึ้นไป ทางกรมจะมีงบประมาณไปสนับสนุนให้หัวละ 200 บาท เพื่อใช้ในโครงการอบรมนั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากการอบรมพนักงานนั้น สามารถนำหลักฐานมาเบิกค่าใช้จ่ายได้ที่กรมฯ รวมถึงสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 100% อีกด้วย แต่หากสถานประกอบกิจการเหล่านี้ ไม่จัดให้มีการอบรมพนักงานตามกฎหมาย ก็จะมีบทลงโทษเป็นค่าปรับส่งเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน” นายเดชา กล่าว
อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางกรมฯ มีแนวคิดว่า ในการกรอกใบสมัครงานของสถานประกอบกิจการต่างๆ ต่อไป นี้ ผู้สมัครจะต้องเขียนข้อมูลความสามารถของตัวเองในด้านนั้นๆ ว่าอยู่ในระดับใด ตามผลการสอบวัดระดับของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เหมือนกับการสอบโทเฟล แล้วสถานประกอบการต้องการแรงงานมีฝีมืออยู่ในระดับใด ซึ่งตรงนี้ก็จะมีไปต่อเนื่องไปถึงระดับการศึกษาว่าจะต้องมีหลักสูตรพัฒนาคน พัฒนาแรงงานที่มีคุณภาพตอบโจทย์การทำงานด้วย ในส่วนของค่าตอบแทนนั้น ก็แน่นอนว่าเมื่อมี ศักยภาพมากขึ้น ก็จะมีรายได้สูงเกินกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ขณะเดียวกันกฎหมายก็อนุญาตให้นายจ้าง มีการกำหนดอัตราค่าตอบแทนของแรงงานที่เหมาะสม รวมถึงค่าตอบแทนเพิ่มเติม กรณีที่แรงงานมีฝีมือสูงขึ้นได้อีกด้วยก็ถือเป็นข้อดี.



