“ต่อมไทรอยด์” เป็นต่อมไร้ท่อที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย ซึ่งหากเกิดการทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลให้เกิดความแปรปรวนกระทบสุขภาพของเรา
“พญ.วลัยพร เลาหวินิจ” เฉพาะทางอายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิซึม โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) มีเกร็ดความรู้บอกเล่าเกี่ยวกับ “ต่อมไทรอยด์” มีหน้าที่ช่วยผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ กระตุ้นการเต้นของหัวใจ รักษาสมดุลอุณหภูมิในร่างกาย และการหลั่งเหงื่อ หากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายทุกระบบ ได้แก่
ผลกระทบจากโรคไทรอยด์
@ โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ โรคคอพอก
@ อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือมีความเสี่ยงภาวะหัวใจวาย
@ อาการภาวะสมองขาดเลือด หรือทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิต
“ไทรอยด์เป็นพิษ” คืออะไร
โรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือ ภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์ (Hyperthyroidism) ภาวะที่ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากเกินไป ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายสูงเกินความจำเป็น ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานมากผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายในหลาย ๆ ด้าน เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ผมร่วง นอนไม่หลับ และอารมณ์แปรปรวน

สาเหตุของ “ไทรอยด์เป็นพิษ”
สาเหตุของโรคไทรอยด์เป็นพิษอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยมีปัจจัยสำคัญ ดังนี้
@ ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากผิดปกติ
@ ต่อมไทรอยด์อักเสบ ทำให้ฮอร์โมนที่สะสมไว้ถูกปล่อยออกมาทีละมาก ๆ
@ ได้รับฮอร์โมนไทรอยด์เกิน จากการใช้ยา หรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของไทรอยด์ฮอร์โมน
@ ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาอะมิโอดาโรน
@ ภาวะแพ้ท้องอย่างรุนแรง หรือมีเนื้องอกในรังไข่ที่สามารถผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้
@ เนื้องอกของต่อมใต้สมอง ที่สร้างฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์มากเกินไป
อาการต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
-ต่อมไทรอยด์บริเวณลำคอ บวม หรือโตขึ้น
-ง่วง ซึม เครียด นอนไม่หลับ
-อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น ผมร่วง
-เหงื่อออกมาก รู้สึกหนาวตลอดเวลา อารมณ์แปรปรวน
-หิวบ่อย กินมากขึ้น แต่น้ำหนักลด หรือ ตัวบวม น้ำหนักขึ้น
-ถ่ายเหลวบ่อย ประจำเดือนมาผิดปกติ

การตรวจวินิจฉัยโรค
การตรวจต่อมไทรอยด์สามารถทำได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับอาการและความสงสัยของแพทย์ว่ามีภาวะผิดปกติหรือไม่ โดยทั่วไปมีวิธีตรวจที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ดังนี้
1. การซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น
-แพทย์จะสอบถามอาการ เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย ผมร่วง น้ำหนักเปลี่ยนแปลง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ
-ตรวจลำคอเพื่อหาก้อน หรืออาการบวมบริเวณต่อมไทรอยด์
2. การเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์
เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุด ประกอบด้วย
-TSH ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์
-Free T3 และ Free T4 วัดระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในกระแสเลือด
ถ้า TSH ต่ำ แต่ T3 และ T4 สูง มักบ่งชี้ว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษ
3. การอัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์
-ตรวจดูขนาด รูปร่าง และลักษณะของก้อนในต่อมไทรอยด์

4. การกลืนแร่รังสี (RAIU) หรือ สแกนไทรอยด์ (Thyroid scan)
-ใช้เพื่อดูการดูดซึมของต่อมไทรอยด์ว่าทำงานมากหรือน้อยเกินไป
-ใช้ตรวจหาสาเหตุของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ เช่น โรคเกรฟส์ หรือก้อนร้อน (Toxic nodule)
การตรวจที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับอาการ และข้อสงสัยของแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง
อันตรายแค่ไหน ถ้าไม่รีบรักษา “ไทรอยด์”
หากปล่อยให้โรคไทรอยด์ โดยเฉพาะภาวะไทรอยด์เป็นพิษ หรือไทรอยด์ต่ำ ดำเนินไปโดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่อร่างกายและชีวิตได้ ดังนี้
@ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
@ ผลต่อสมองและระบบประสาท
@ ผลต่อระบบเผาผลาญ
@ ผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์
@ เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง อาทิ วิกฤตไทรอยด์เป็นพิษ
แนวทางการรักษา “ไทรอยด์เป็นพิษ”
1.การรับประทานยาต้านฮอร์โมนไทรอยด์ (ยาต้านไทรอยด์) ช่วยออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ขึ้นมาใหม่ ช่วยให้อาการต่างๆที่เกิดจากการเผาผลาญในร่างกายที่สูงเกินหายไป เช่น อาการใจสั่น เหนื่อย น้ำหนักลด
2.การกินไอโอดีน-131 หรือที่เรียกกันว่า การกลืนแร่รังสีไอโอดีน เป็นวิธีการรักษาภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ได้ผลดี และได้รับการยอมรับทางการแพทย์
3.การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกบางส่วนหรือเอาออกทั้งหมด ทำให้ต่อมไทรอยด์ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ แต่อาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เสียงแหบ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นช่วยให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดเล็กลง ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาน้อยลง วิธีนี้ช่วยให้อาการต่างๆ หายไป
เทคโนโลยีการรักษาโรคไทรอยด์ “การผ่าตัดไทรอยด์ผ่านกล้องทางช่องปาก”
เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ทำได้ใกล้กับตำแหน่งของต่อมไทรอยด์มากที่สุด ทำให้มีความเสี่ยงน้อย เสียเลือดน้อย ลดการบาดเจ็บทั้งการที่เส้นประสาทถูกตัดขาดและเส้นประสาทช้ำหลังผ่าตัดได้ดี ใช้เวลาน้อย ผู้ป่วยฟื้นตัวไว สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น
การตรวจคัดกรองความเสี่ยงไทรอยด์ จึงมีความสำคัญในการช่วยรักษาและดูแลผู้ป่วยในระยะยาว หากตรวจพบว่า “ไทรอยด์เป็นพิษ” ผู้ป่วยควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ เพื่อการรักษาอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้กลับมาแข็งแรง ปลอดภัย และมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว.



