ลุ้นทุบสถิติเก่า ทิ้งขาดคู่แข่งเหนือความคาดหมาย นั่งเก้าอี้ผู้ว่ากทม.เป็นสมัยที่ 2 แม้คู่แข่งจะเปิดประเด็น “ระบบอากง-ระบอบอากง“ กล่าวหาว่า “คนทำงานหลังบ้าน” ให้ผู้ว่าฯ เข้าไปพัวพันกับความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการ กทม. และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม
โดย “พ่อเมืองกรุงเทพสมัยสอง” แถลงขอบคุณคะแนนที่เทให้มากกว่า 1 ล้านเสียง พร้อมทั้งขอบคุณทุกคนที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปงานหนักมาก หนักกว่ารอบที่แล้ว เพราะชาวบ้านคาดหวังมากกว่าเดิม และสิ่งแรกที่ทำคือนำนโยบาย 250 นโยบาย มาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ รวมถึงเรื่องความโปร่งใส ทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่ประกาศนโยบายไว้ เชื่อว่ากรุงเทพมหานครจะเดินหน้าได้ ผมจะทำให้ดู ให้กรุงเทพฯ ขึ้นมาอยู่ชั้นนำ ของเมืองระดับโลก
ทว่ามีการวิเคราะห์ปัจจัยที่นำมาสู่ชัยชนะของ “ชัชชาติ” แบบไม่พลิกโผรอบนี้ นอกจากจำนวนผู้ใช้สิทธิที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ประกอบกับคะแนนกลุ่มที่หนุน “ชัชชาติ”ยังคงเหนียวแน่นถึง 80% จึงกลายเป็บกับดักความหวังที่ขายฝันไว้สูงลิ่ว ทั้งเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่ยังคงปกคลุมเมืองทุกต้นปี หรือปัญหาน้ำท่วมรอระบายที่แม้จะดีขึ้น แต่ยังไม่หายขาด เมื่อความคาดหวังพุ่งไปที่ 100 แต่ผลงานจริงอยู่ยังไม่สำเร็จตรงตามเป้า จึงเป็นปัญหาที่ผู้ว่ากรุงเทพฯคนใหม่ต้องตั้งเป้าแก้ปัญหาเหล่านี้
แต่ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ มองว่าคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ “ชัชชาติ”ไม่ได้นั่งอยู่ในพรรคการเมืองอื่น แต่อยู่ในกระจกที่เขาส่องทุกเช้า ภาพการทำงาน4 ปีที่ผ่านมา ภาพการวิ่งตอนเช้า การไลฟ์สดลงพื้นที่ หรือสโลแกนเด็ดอย่าง “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ที่เคยดูขรึมขลังและมีพลัง ในปี 2569 มันอาจเริ่มกลายเป็นความซ้ำซากในสายตาของคนบางกลุ่มที่ไม่ได้มีความผูกพันกับกระแสปี 65 พวกเขาต้องการอะไรที่มากกว่าแค่การ “ลงพื้นที่ไลฟ์สด”
แม้ว่าการเลือกตั้งรอบนี้ชนะถล่มทลาย และไม่มีใครสามารถต่อกรกับ “ชัชชาติ”ได้ในเชิงบารมีสนาม กทม. แต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ “คะแนนนิยมส่วนบุคคล” สามารถเอาชนะ “กระแสความเปลี่ยนแปลง”และทลายกำแพงจุดอ่อนของ “ความเบื่อหน่าย”ของคนกรุงเทพฯได้แบบเหนือความคาดหมาย แต่ในทางการเมืองคู่แข่งสามารถโจมตีจุดบกพร่องทุกจุดได้โดยตรง ขณะที่ตัวผู้ว่าฯ ชัชชาติต้องทำหน้าที่ ตั้งรับและอธิบายเสียซึ่งมักจะเสียเปรียบมากกว่าฝ่าย
รุกเสมอ
นอกจากนี้สนามเลือกตั้งส.ก. เป็นศึกที่ดุเดือดในรอบหลายปี เพราะส.ก.ทั้ง 50 เขตถือเป็นสมรภูมิที่สำคัญ โดยผลปรากฏว่าการเลือกตั้งในรอบนี้พรรคประชาชนคว้า 22 ที่นั่ง กลุ่มคนทำงาน 11 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง ขณะกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง ซึ่งพรรคประชาชนมีส.ก. มากที่สุด ปฎิเสธไม่ได้ว่าส.ก. มีบทบาทในการตรวจสอบงบประมาณ อนุมัติโครงการและกำหนดทิศทางการบริหารงานกรุงเทพมหานครร่วมกับฝ่ายบริหาร
ฉะนั้นการเลือกตั้งสนามกรุงเทพมหานครในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครและการเลือกตั้งส.ก. แต่เป็นการวัดกำลังระหว่างพรรคการเมืองหลัก กลุ่มการเมืองท้องถิ่นและเครือข่าย การเมืองรุ่นใหม่ที่ต้องการขยายฐานในเมืองหลวง จึงเป็นครั้งแรกที่สภากทม. ชุดใหม่ กระจัดกระจายหลายพรรคและไม่ได้มีพรรคเดียวครองเสียงข้างมาก แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองหลายขั้ว ที่การแข่งขันเปิดกว้างมากขึ้น ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร



