เมื่อวันที่่ 2 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเพจเฟซบุ๊ก “สายไหมต้องรอด” ได้มีการแชร์เรื่องราวของ ดร.หนุ่มวัย 32 ปี อาชีพวิศวกร เดินทางเข้าร้องทุกข์ให้ช่วยติดตามคดี “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ขู่บังคับให้โอนเงินกว่า 8 ล้านบาท ในห้วงเวลา 7 วัน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 545454-1280x737.jpg

โดย ดร.หนุ่ม เล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 68 ตนได้รับสายจากบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก “ดีเอสไอ” แจ้งว่า ตนไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเปิดบัญชีม้า โยงถึงอดีตนักการเมืองชื่อดังที่ถูกจับกุมไปแล้ว จากนั้นให้ตนแอดไลน์พร้อมเปิดกล้องในการสื่อสาร ก่อนจะส่งเอกสารการอายัด พร้อมบอกว่าให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยมีเงื่อนไขต้องอยู่ภายในห้องหรือในพื้นที่ที่ไม่มีบุคคลอื่นเข้ามาร่วมรับฟัง ตอนนั้นตนรู้สึกตกใจมาก เพราะปลายสายบอกว่า หากไม่ทำตามจะอายัดทรัพย์สินทั้งตนและคนในครอบครัวทั้งหมด จึงยอมกระทำตามคำสั่งแต่โดยดี

พฤติกรรมของคนร้าย จะให้คุยกับหญิงสาวที่อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงาน ก่อนจะโอนสายต่อไปเรื่อย ๆ มีการโทรฯ มาคุยต่อเนื่องในทุก ๆ วัน เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน โดยให้ทยอยโอนเงินไปตรวจสอบเรื่อย ๆ เป็นเงินทั้งหมด รวม 8,465,084 บาท จากทั้งหมด 5 บัญชี 4 ธนาคาร รวม 11 ครั้ง นอกจากนี้ยังบอกให้ไปที่หาดใหญ่ เพื่อนำสลากออมสินมาแปลงเป็นเงินโอนให้อีกด้วย ตลอดการเดินทางยังคงให้ค้างสายตลอด แต่จะมีช่วงที่ขึ้นเครื่องบินเท่านั้นที่สายจะถูกตัดไป แต่ก็ให้รายงานทุกครั้งที่เดินทาง สุดท้ายตนเอาเรื่องโดนตรวจสอบทรัพย์สินไปบอกพ่อ ปรากฏว่าพ่อรู้ทันทีว่าเป็น “มิจฉาชีพ” ทำให้อีกฝ่ายยุติการติดต่อทันที ขณะที่พ่อตำหนิตนเป็นอย่างมาก เรียนจบสูงแต่กลับเสียรู้ให้มิจฉาชีพ

สำหรับประเด็นที่ “…ทำไมถึงไม่เอะใจถึงพฤติกรรมของคนร้าย…” ดร.หนุ่ม กล่าวว่า ตนอาศัยอยู่ในต่างประเทศ 9 ปี ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ส่วนที่อยู่ในประเทศไทย 1 ปี พบว่ามีเบอร์มิจฉาชีพโทรฯ เข้ามาบ่อยครั้ง แต่ก็จับได้ แต่สำหรับครั้งนี้ มิจฉาชีพมาแบบแนบเนียนมาก ทำเอกสารมาพร้อมมาก อีกทั้งด้วยความกลัว จึงยอมทำตามคำข่มขู่ แต่ก็ยังโชคดีที่คอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ทำไม่สำเร็จอย่างหนึ่ง คือการบังคับให้ตนนำโฉนดคอนโดมิเนียมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาทไปจำนอง เพื่อโอนเงินไปให้ แต่การจำนองไม่ผ่าน

ในส่วนของธนาคาร ได้มีการประสานเรื่องไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถนำเงินกลับคืนมาได้ เรื่องที่เกิดขึ้นตนเครียดมาก ต้องกลับไปกินยาแก้โรคซึมเศร้า เงินกว่า 8 ล้าน เป็นที่ต้องนำไปใช้ลงทุนทำร้านอาหาร เมื่อขาดสภาพคล่อง ร้านก็ต้องปิดตัว

ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าว ทางเพจได้ประสานไปยังตำรวจไซเบอร์ให้ติดตามผู้กระทำผิดแล้ว อยากฝากเตือนไปถึงพี่น้องประชาชนว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่ประชาชนทั่วไปที่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ยังมีบุคคลที่เป็นทั้งดอกเตอร์และผู้คุมกฎหมายก็โดนหลอกด้วยเช่นเดียวกัน อยากฝากถึงรัฐบาลกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์พวกนี้ให้หมดไปโดยเร็วที่สุด.