สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ว่า องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (อาร์เอสเอฟ) เผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2568 ว่านับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการจัดอันดับ ที่เงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนในกลุ่มประเทศครึ่งหนึ่งของโลก อยู่ในระดับย่ำแย่ และมีเพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ อยู่ในระดับที่น่าพอใจ


ทั้งนี้ รายงานของอาร์เอสเอฟระบุไปที่ “แรงกดดันทางเศรษฐกิจ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรายงานข่าวตามข้อเท็จจริง และทำให้สื่ออิสระหลายแห่งต้องปิดตัวเนื่องจากปัญหาทางการเงิน


ขณะที่แม้สื่อมวลชนทั่วโลกเพิ่มการลงทุนด้านโฆษณา โดยเป็นสถิติสูงถึง 247,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 8.19 ล้านล้านบาท ) เมื่อปี 2567 แต่ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้น กลับยังอยู่ในมือของบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก กูเกิล และแอมะซอน


สำหรับประเทศที่อยู่ในอันดับหนึ่งของดัชนี คือนอร์เวย์ ซึ่งครองแชมป์เป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน ตามด้วยเอสโตเนียและเนเธอร์แลนด์

ด้านสหรัฐอยู่ในอันดับที่ 57 ลดลงสองอันดับจากปี 2567 โดยอาร์เอสเอฟระบุว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศเสื่อมถอย และรัฐบาลมีแนวโน้มเอนเอียงไปในทางเผด็จการ


สำหรับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันเฉียงใต้ ไทยอยู่ในอันดับที่ 85 ขึ้นมาสองอันดับและสูงสุดในภูมิภาค ตามด้วยมาเลเซียในอันดับ 88 บรูไนอยู่ที่อันดับ 97 ฟิลิปปินส์อยู่ที่อันดับ 116 สิงคโปร์ในอันดับ 123 ตามด้วยอินโดนีเซีย อยู่ที่อันดับ 127 ลาวอยู่ที่อันดับ 150 กัมพูชาในอันดับ 161 เมียนมาอยู่ที่อันดับ 169 และปิดท้ายด้วยเวียดนาม อยู่ที่อันดับ 173

ส่วนปาเลสไตน์ ถือเป็นรัฐซึ่งอันตรายที่สุดในโลกสำหรับผู้สื่อข่าว เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อในฉนวนกาซา คร่าชีวิตผู้สื่อข่าวไปแล้วเกือบ 200 ราย ในจำนวนนี้อย่างน้อย 42 ราย เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES