พระวัฒนวชิรเมธี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) กล่าวว่า จากการที่ได้มาร่วมประชุมผู้นำชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ 20 ซึ่งในปีนี้ประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 6-8 พ.ค. ทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1963 (พ.ศ. 2506) ซึ่งตรงกับเทศกาลวันวิสาขบูชา ณ กรุงไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ในขณะนั้น (ซึ่งปัจจุบันคือ นครโฮจิมินห์) ขณะที่ชาวพุทธกำลังเตรียมการเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระบรมศาสดา รัฐบาลในขณะนั้นกลับมีคำสั่งห้ามการประดับธงฉัพพรรณรังสี อันเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา

พระวัฒนวชิรเมธี กล่าวต่อไปว่า คำสั่งนั้นมิใช่เพียงการปฏิเสธสัญลักษณ์แห่งศรัทธา หากแต่เป็นการสะท้อนถึงความอยุติธรรมที่ฝังลึกมายาวนานในใจของชาวพุทธ และเมื่อเสียงแห่งขันติธรรมไม่อาจบรรเทาความเดือดร้อนลงได้ พระภิกษุผู้มีนามว่า พระทิก กว๋าง ดึ๊ก (Thích Quảng Đức) จึงตัดสินใจจารึกหน้าประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา ด้วยการอัตวินิบาตกรรมโดยการเผาตนเอง กลางสี่แยกที่พลุกพล่านของกรุงไซ่ง่อน เพื่อประท้วงอย่างสงบต่อความอยุติธรรมอันบีบคั้นหัวใจของชาวพุทธทั้งแผ่นดิน ภาพของท่านที่นั่งขัดสมาธิท่ามกลางเปลวเพลิงอย่างสงบนิ่ง มิใช่ภาพของความรุนแรง หากแต่เป็นพลังแห่งความสงบอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพด้วยสัจจะ เมตตา และอหิงสา เปลวไฟที่เผาร่างของท่านในวันนั้น กลับกลายเป็นแสงสว่างแห่งธรรม ที่ส่องใจชาวพุทธทั่วโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้ชนรุ่นหลังได้ธำรงอุดมการณ์แห่งพระศาสนาด้วยขันติธรรม แม้ในห้วงเวลาแห่งความมืดมิด และเหตุการณ์อันน่าฉงนที่ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของชาวพุทธก็คือ เมื่อร่างของท่านถูกเผาจนมอดไหม้หมดสิ้นแล้ว หัวใจของท่านกลับไม่ไหม้ตามไปด้วย หัวใจของท่านจึงได้รับการเก็บรักษาไว้ในพระสถูป และกลายเป็น สัญลักษณ์ของเมตตา ความมั่นคงในธรรม และความไม่หวั่นไหวต่ออธรรม อันเป็นหัวใจแห่งพุทธธรรมอย่างแท้จริง

พระวัฒนวชิรเมธี กล่าวอีกว่า หกทศวรรษผ่านไป เปลวไฟแห่งการเสียสละในวันนั้น ไม่เพียงไม่ดับสูญ หากกลับลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ในรูปลักษณ์ของแสงประทีปแห่งปัญญาและสันติภาพ ที่ส่องสว่างไกลสู่เวทีพุทธโลกในปี พุทธศักราช 2568 ประเทศเวียดนาม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแผ่นดินแห่งการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคทางศาสนา ได้ยืนหยัดขึ้นอย่างสง่างามในฐานะเจ้าภาพวันวิสาขบูชานานาชาติ (United Nations Day of Vesak 2025) ณ นครโฮจิมินห์ เมืองเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยเปื้อนด้วยหยาดน้ำตา บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเวทีแห่งรอยยิ้มและความหวังของชาวพุทธจากทั่วทุกมุมโลก งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลักว่า : “ความเป็นหนึ่งเดียวและความอดกลั้นเพื่อศักดิ์ศรีของมนุษย์: ปัญญาพุทธเพื่อสันติภาพโลกและการพัฒนาที่ยั่งยืน” ถ้อยคำนี้หาใช่เพียงคำขวัญบนเวที หากแต่คือ สัจธรรมที่ชาวพุทธเวียดนามได้พิสูจน์ด้วยชีวิตและหัวใจ ที่ฝ่าฟันความเจ็บปวดด้วยขันติธรรม รักษาพระพุทธศาสนาด้วยศรัทธา และต่อยอดพระธรรมด้วยความเพียรอันไม่ย่อท้อ ไม่เพียงเพื่อพวกเขาเอง แต่เพื่อชาวพุทธทั้งโลก การที่เวียดนามสามารถเชิญชาวพุทธจากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ให้มาร่วมสวดมนต์ เจริญพระธรรม และแสดงพลังแห่งเอกภาพในงานวิสาขบูชาโลกครั้งนี้ คือ คำตอบของประวัติศาสตร์ ที่ยืนยันว่า ความดีงามไม่มีวันสูญหาย หากยังมีผู้กล้ารักษาไว้ด้วยใจที่มั่นคง ขอให้แสงแห่งธรรมที่พระทิก กว๋าง ดึ๊ก ได้จุดไว้เมื่อครั้งอดีต ยังคงส่องทางให้ชาวพุทธทั่วโลกก้าวเดินบนหนทางแห่งปัญญา ความอดทน และความร่วมมือ ดังที่ปรากฏในวันนี้ “ธงฉัพพรรณรังสี” กลับโบกสะบัดอย่างสง่างามกลางท้องฟ้าเวียดนาม เปล่งประกายเหนือเวทีวันวิสาขบูชาโลก