เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 25 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวภายหลังการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีปัญหาที่ทำกินของประชาชนทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน
น.ส.กุลวลี กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ ได้เชิญหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีป่าทับลาน ตลอดจนนักอนุรักษ์ กลุ่ม Save ทับลาน และตัวแทนชาวบ้านเข้ามาหารือ โดยเฉพาะ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่เดินทางมาชี้แจงด้วยตัวเอง เพื่อคลายความกังวลและข้อสงสัยในหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือการพิสูจน์สิทธิ ซึ่งนายสุชาติได้ชี้แจงว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิรายแปลงแล้วเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตนในฐานะกรรมาธิการฯ จะส่ง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการฯ ให้เข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการพิสูจน์สิทธินี้ด้วย

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า รมว.ทส. ระบุชัดเจนว่า เมื่อกระบวนการพิสูจน์สิทธิเสร็จสิ้น ใครที่ดำเนินการถูกต้องก็จะได้รับสิทธิไป ส่วนใครที่ทำไม่ถูกต้องก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ในขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ จะรวบรวมข้อเสนอแนะและความเห็นจากการประชุมวันนี้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป เช่น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่ง ส.ป.ก. เองก็ต้องทำตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์ในการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ นอกจากนี้ กมธ. ยังได้ส่งความเห็นไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ให้ลงไปทบทวนปรับเปลี่ยนมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2566 ว่าจะสามารถเปลี่ยนรูปแบบจาก ส.ป.ก. เป็นคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้หรือไม่
“รัฐมนตรีฯ ยืนยันว่า ‘ทับลานโมเดล’ จะไม่มีการนำไปใช้ในพื้นที่ป่าอื่นๆ แน่นอน เพราะกรณีนี้เป็นกรณีเฉพาะจริงๆ โดยเปรียบเทียบว่า ทับลานเป็นเหมือนมะเร็งระยะที่ 4 ที่จะต้องรักษาด้วยตัวยาแรงตัวนี้เท่านั้น ส่วนอาการไข้หวัดหรือมะเร็งระยะที่ 1 จะนำตัวยาเดียวกันไปใช้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด” น.ส.กุลวลี กล่าว
ด้าน นายสุชาติ กล่าวว่า วันนี้ได้เปิดใจทั้งหมดกลางที่ประชุมเพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์แก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน โดยได้เคลียร์ทุกประเด็นที่สังคมไม่สบายใจ ยืนยันว่าเราจะพิสูจน์สิทธิยึดคืนความชอบธรรมให้กลุ่มประชาชนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนกลุ่มนายทุนหรือกลุ่มที่ไม่ถูกต้อง จะใช้กฎหมายของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เข้ามาควบคุม โดยมีคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิที่มีปลัดกระทรวง ทส. เป็นประธานร่วมกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นายชัยวัฒน์ รวมถึง ส.ป.ก. และผู้ตรวจการแผ่นดินมาร่วมเป็นกรรมการพิจารณารายแปลง จะไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดสายตาแน่นอน ตนยืนยันไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใด แต่ต้องการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับมา

ขณะที่ นายภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ขอบคุณคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ ที่เชิญมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อหามาตรการคลี่คลายข้อกังวล เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนจริง รวมถึงผืนป่าและสัตว์ป่าโดยรอบสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่กลุ่มนายทุนภายนอก ทั้งนี้ ขอย้ำว่าโมเดลนี้จะใช้แค่ที่ทับลานเท่านั้น ส่วนพื้นที่อื่นมีมาตรการทางกฎหมายรองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 64 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 121 ในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎร

ทางด้าน นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอขอบคุณนายสุชาติที่ได้พูดคุยในที่ประชุมจนทำให้ตนสบายใจขึ้น โดยเฉพาะการย้ำว่าจะไม่มีการนำทับลานโมเดลไปใช้ในพื้นที่อื่น ส่วนชาวบ้านดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า ไม่เคยย้ายถิ่นฐานหรือเปลี่ยนมือการถือครอง กลุ่มนี้จะได้รับสิทธิที่ดินทำกินตามมาตรา 64 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ แน่นอน สำหรับพื้นที่โซน 1 ที่เคยออกเอกสาร ส.ป.ก. ไปแล้ว ประชาชนไม่ต้องตกใจ เพราะจุดนี้มีปั๊มน้ำมันและโรงเรียน ซึ่งยอมรับว่าเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. มาตั้งแต่ปี 2521 จำนวน 53,000 ไร่ จุดนี้ทางอุทยานฯ ยอมรับว่ามีการขีดเส้นแนวเขตทับซ้อนจริง ส่วนพื้นที่โซน 2 (หมู่บ้านไทยสามัคคี) จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิเป็นรายบุคคลเนื่องจากมีรายละเอียดค่อนข้างมาก
นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ตนสบายใจมากเพราะได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีสุชาติต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับตนโดยตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ยอมรับว่าน้อยใจเพราะเป็นคนใกล้ตัวแต่กลับไม่มีความชัดเจน แต่วันนี้ชัดเจนแล้ว ตนจึงอยากฝากพิจารณากรณีราษฎรดั้งเดิม 23 ราย ที่ตนเคยจับกุมไว้รวม 522 คดี ก่อนที่จะมีการประกาศเขตพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งเวลานั้นพวกเขาเป็นคนเดิมที่ถือครองที่ดินอยู่ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนอาชีพไปทำอาชีพที่ผิดในเวลานั้นเฉยๆ ตนจึงอยากฝากให้รัฐมนตรีช่วยหาทางเยียวยาราษฎรกลุ่มนี้ โดยอาจจะมีการออกมติ ครม. ใหม่มาเฉพาะกรณีนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จริงๆ



