ทำเอาหลายคนตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว หลังว่าที่คุณแม่คนสวย “ตู่ ปิยวดี” และสามี “มาวิน ทวีผล” เดินทางขึ้นโรงพักเข้าแจ้งความเนื่องจากมีการนำภาพของทั้งคู่ไปใช้ประชาสัมพันธ์บูธเครื่องปั๊มนมแบรนด์หนึ่ง ในงาน Baby & kids best buy ซึ่งทำให้ตู่และมาวินเกิดความไม่สบายใจ จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น
‘ตู่ ปิยวดี’ อุ้มท้องขึ้นโรงพัก ถูกนำรูปใช้แอบอ้าง ขายเครื่องปั๊มนม

ล่าสุดในงานอีเวนต์แห่งหนึ่ง ตู่-มาวิน ได้เปิดใจถึงเรื่องราวที่ทำให้ต้องขึ้นโรงพักก่อนคลอดเพียงไม่กี่วัน โดยมาวินได้เผยว่า “ก็มีเรื่องไปโรงพักเลย ไปมาเมื่อวาน สดๆ ร้อนๆ เลย เรามองว่ามันเป็นเพื่อการค้า ซึ่งเวลาเราไปที่ไหนก็ขอซื้อตลอดเวลา แล้วเวลาร้านค้าเขาจะใช้รูปเรา เขาก็จะมาขอเราขอขึ้นเป็นป้ายได้ไหม เราจะได้รู้เพื่อเจตนาอะไร คือไปตัดต่อรูปแบบนี้ ผมว่าไม่น่ารักเลย

คือมารยาทอย่างหนึ่งที่เราต้องรู้กันคือต้องส่งมาขอเรา ซึ่งทางแบรนด์ที่เขาจ้างเราก็หาว่าเรารับงานซ้อนเหรอ ซึ่งเราไม่รู้เรื่อง ถ้าเขาฟ้องเรากลับมาล่ะ แล้วเมียเราท้องอีกไม่กี่วันก็คลอดแล้ว ต้องมาเจอเรื่องนี้เหรอ ผมไม่แฮปปี้เลย เราก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ทางกฎหมายดีกว่า เห็นเขาทำหนังสือออกมาขอโทษแล้ว แต่ผมแค่รู้สึกว่าก่อนจะขอโทษควรขออนุญาตก่อนไหม แล้วถ้าขออนุญาตก่อนปัญหาก็จะไม่เกิดบานปลายแบบนี้ จากรูปที่เห็นกัน ผมพูดตรงๆ มันเป็นการตั้งใจทำ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดกลั่นกรองมาแล้วจากข้างบน แต่ทำไมต้องทำละ อาจจะเป็นเพราะความใจดี ผมใจดีแล้วกรุณาใจดีตอบด้วย”

มาวิน เผยต่อว่า “แล้วคือเรากลัวตรงนั้นมาก ถึงบอกว่าถ้าเขาไม่เริ่มมันก็ไม่เกิด เขาไม่ควรทำแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จักเรานะ เขาเช็กเรื่องงานเราตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ได้ใช้งานเรา ถึงเวลาเขาไม่ควรทำแบบนี้ ควรมาคุยกับเรานิดนึง ถ้าคุยแต่แรกปัญหาไม่เกิดหรอก ผมก็อยากไปให้สุดเท่าที่ควรจะเป็น แต่ต้องรอดูก่อนว่าทนายเราไปคุยแล้วเขาจะว่าอย่างไร”

ตู่ เผยว่า “เผอิญเจอโพสต์นึงเอารูปเราไปใช้ประชาสัมพันธ์ ดุจดั่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ แล้วใช้เพื่อเชิญชวนให้คนมาที่บูธ คือมีความรู้สึกว่าน่าจะเกินลิมิตไปนิดนึง ให้ทางทนายติดต่อไปยังบริษัทที่นำรูปเราไปใช้ว่าเจตนาเขาเป็นอย่างไร คือลงไปตั้งแต่เมษายน แต่ตอนนี้ลบแล้ว คือตู่คิดว่าในยุคนี้ว่าการนำรูปของคนอื่นไปใช้ PDPA ต่างๆ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ คิดว่าคนน่าจะต้องรู้ แล้วเป็นบริษัทใหญ่ เป็นแบรนด์ที่คนรู้จัก เขาก็น่าจะต้องระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว มันน่าจะไม่ต้องผิดพลาด ซึ่งตอนนั้นก็เครียด หลักๆ กลัวอีกแบรนด์ที่เรารับไว้จะมองว่าเป็นการผิดสัญญากัน แล้วแบรนด์นี้เคยติดต่องานเรามา เขาต้องรู้ขั้นตอนของเราว่าต้องทำอย่างไร แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ร่วมงานกันแต่เอารูปเราไปใช้ แล้วเขารู้ว่าเงื่อนไขเรามีอะไรบ้าง ดังนั้นอยู่ดีๆ เอารูปเราไปใช้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้อะไรเลย”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก tu_piyawadee



