มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ผู้นำมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมของไทย พร้อมยกระดับกลไกสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจจากงานวิจัย (Spin-off) ส่งเสริมการนำงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มเติมจากรูปแบบเดิมที่เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชน โดยมี อ่างแก้ว โฮลดิ้ง เป็นเครื่องมือสำคัญในการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุนให้อาจารย์และนักศึกษาสามารถตั้งบริษัทจากงานวิจัย เปิดโอกาสเส้นทางชีวิตใหม่ให้นักศึกษาปริญญาโทและเอกเป็น CEO/CTO เข้าสู่กระบวนการระดมทุน สร้างการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยี นำไปสู่การจ้างงานทักษะสูงในพื้นที่

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า อ่างแก้ว โฮลดิ้ง เป็นบริษัทโฮลดิ้งลำดับแรก ๆ ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นหนึ่งล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทจากผลงานวิจัย เป็นทางเลือกใหม่ในการผลักดันงานวิจัยโดยเฉพาะ Deep Tech ออกสู่เชิงพาณิชย์ เปิดโอกาสให้อาจารย์และนักศึกษาได้ทำงานเพื่อเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในรูปแบบบริษัท สร้างธุรกิจที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม และผลตอบแทนกลับสู่มหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน ในปัจจุบัน อ่างแก้ว โฮลดิ้ง มีนโยบายการลงทุน 5 นโยบาย ได้แก่ (1) การลงทุนในธุรกิจจากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของมหาวิทยาลัย (2) การ Joint Venture กับบริษัทเอกชนมืออาชีพ (3) การแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน (4) การลงทุนใน Startup ที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตสูง และ (5) การทำงานร่วมกับกองทุนหรือโฮลดิ้งอื่นๆ โดยในปี 2568 อ่างแก้ว โฮลดิ้ง มีบริษัทลูกรวมจำนวน 22 บริษัท ที่มีการดำเนินธุรกิจ มีผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด และมีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

เพื่อเป็นการแสดงถึงผลงานของ อ่างแก้ว โฮลดิ้ง เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ณ อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ ได้มีการจัดแสดงผลงานของบริษัท Spin-off จากงานวิจัยที่เป็นบริษัทลูกของ อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จำนวน 9 บริษัท ให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มาร่วมงาน IMO Day ภายใต้ธีม CMU x Raisewell: Bridging Thai Innovation and Startups to Global Ecosystem ได้แก่

  • บริษัท วีดี เทคดี จำกัด จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร ผู้คิดค้นเครื่องดื่มสารสกัดโอลิโกแซคคาไรด์จากข้าวที่สกัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับนักกีฬาประเภททนทาน โดยผลงานนี้ได้รับรางวัล Gold Medal with Congratulations from the Jury จากงาน the 50th Geneva International Exhibition 2025 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิซ
  • บริษัท พรีเซอร์เวชั่น อนาโตมี อินโนเวชั่น จำกัด จากคณะแพทยศาสตร์ ผู้คิดค้นนวัตกรรมน้ำยารักษาสภาพร่างอาจารย์ใหญ่สูตรใหม่จากสารสกัดธรรมชาติ ไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ ไร้สารพิษ มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าสูตรเดิม และช่วยสร้างบรรยากาศในการเรียนที่ดีให้กับนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยนวัตกรรมนี้ได้รับรางวัล Silver Medal จากงาน the 49th Geneva International Exhibition 2024 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
  • บริษัท อินโนเวชั่น อิน เนอร์สซิ่ง จำกัด จากคณะพยาบาลศาสตร์ ผู้พัฒนาโมดูลการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี VR สำหรับฝึกหัดพยาบาลวิชาชีพในหัตถการที่ต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน และพบได้น้อยในผู้ป่วยทั่วไป โดยผลงานนี้ได้รับรางวัล Silver Medal จากงาน The 50th Geneva International Exhibition 2025 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
  • บริษัท โนวาแมท โซลูชัน จำกัด จากคณะวิทยาศาสตร์ ผู้พัฒนาวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเริ่มต้นการพัฒนาวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ (MOF) จากขยะพลาสติกและกระป๋องน้ำอัดลม เพื่อใช้สำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยนวัตกรรมนี้ได้รับรางวัล Gold Prize และ The Best Foreign Invention Special Award จาก International Warsaw Invention Show 2023 ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์
  • บริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด จากคณะวิทยาศาสตร์ ผู้นำเทคโนโลยีการสกัดขั้นสูงมาใช้ในการสกัดสารสำคัญในสมุนไพรไทย โดยเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลสุนัขและแมวจากเปลือกกระเชาเพื่อแก้ปัญหาโรคเรื้อนและโรคผิวหนัง ที่ไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยง ผลงานนี้ได้รับรางวัล Gold Prize จากงาน the 50th Geneva International Exhibition 2025 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิซ
  • บริษัท ลอจิกซ์เอด จำกัด จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ GoGoBoard ที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเยาวชน เพื่อให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบและมีความคิดสร้างสรรค์ ผ่านเครือข่ายอุปกรณ์และโปรแกรมการเขียนชุดคำสั่งในรูปแบบกราฟิกลาก-วาง โดยผู้ใช้สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและไม่จำเป็นต้องมีทักษะเฉพาะด้าน ผลงานนี้ได้รับรางวัล Gold Prize จากงาน Seoul International Invention Fair 2023 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี
  • บริษัท เฮลเทค โซลูชั่น จำกัด จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการเวรเปลในโรงพยาบาล ที่ผสานเทคโนโลยีระบบระบุตำแหน่งภายในอาคาร Wi-Fi-Fingerprint Localization ให้สามารถระบุตำแหน่งพนักงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความสูญเสียที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • บริษัท ดิเอทฟลอร์ จำกัด จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบันทึกข้อมูลจากจากภาพถ่ายเพื่อวิเคราะห์และประมวลผลแบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยี AI และ Image Processing
  • บริษัท เอ็นไวรอน อินไซท์ จำกัด จากคณะสังคมศาสตร์ ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลด้วยการบูรณาการข้อมูลตรวจวัดข้อมูลระยะไกลและการพยากรณ์ ที่อาจารย์ผู้พัฒนาได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีและนวัตกรรมดีเด่นที่มีผลกระทบด้านนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2566

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน มช. ได้มีกลไกภายในมหาลัยที่สนับสนุนการตั้งบริษัทจากงานวิจัยที่ครบวงจร อาทิ โปรแกรมคัดเลือกและบ่มเพาะ Deep Tech ที่มีศักยภาพเชิงธุรกิจ โปรแกรมการวิเคราะห์และบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา

โปรแกรมส่งเสริมการทดสอบตลาดทั้งในและต่างประเทศ โปรแกรมสนับสนุนให้นักศึกษาตั้งบริษัทผ่านแพลตฟอร์ม builds และโปรแกรมสนับสนุนนักศึกษาปริญญาโทและเอกให้เป็น CEO/CTO ของบริษัทจากงานวิจัย โดยตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา บริษัทลูกทั้งหมดสร้างรายได้รวมมากกว่า 530 ล้านบาท ทำให้เกิดการนำงานวิจัยไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์มากกว่า 20 ผลงาน รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัยกว่า 340 คน และนักศึกษามากกว่า 150 คน ได้เข้าสู่กระบวนการทำงานและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ

อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวปิดท้ายว่า ในปัจจุบัน อ่างแก้ว โฮลดิ้ง ได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 10 ล้านบาท และเริ่มมีการปันผลให้กับผู้ถือหุ้น และคณะส่วนงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับอาจารย์ นักวิจัย และนักลงทุนในการทำงานร่วมกับ อ่างแก้ว โฮลดิ้ง โดยในอนาคตอันใกล้นี้ มีแผนที่จะเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท อ่างแก้ว โฮลดิ้ง เพื่อรองรับการขยายตัวและการเติบโตของบริษัทลูกของ อ่างแก้ว โฮลดิ้ง และการลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ยังมีนโยบายในการสนับสนุนให้ มช. มีกลไกใหม่ ๆ ในการยกระดับงานวิจัยสนับสนุนอาจารย์ นักศึกษา เพื่อเชื่อมต่อการทำงานกับ อ่างแก้ว โฮลดิ้ง รวมถึงการทำงานกับ Raisewell Ventures เพื่อผลักดันเทคโนโลยีของ มช. ให้เชื่อมกับระบบนิเวศนวัตกรรมและการลงทุนในระดับโลก นำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมในองค์รวมอย่างยั่งยืนต่อไป