งวดเข้ามาทุกทีกับ “คดีฮั้ว สว.” หลัง “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาชี้แจงถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนการทุจริตการเลือก สว. ว่า การพิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยเหลือการพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ส่วนกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) และกลุ่มไอลอว์ นำข้อมูลการเลือก สว. ระดับ จ.สุราษฎร์ธานี ออกมาเปิดเผย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ได้มีอยู่ในสำนวนด้วยหรือไม่ นายณรงค์ ระบุว่า ตนไม่ทราบว่า เขาเอาข้อมูลอะไรไปบ้าง แต่ กกต.ก็พิจารณาในสำนวนทั้งหมด ขอให้วางใจ กกต. พิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ ทุกอย่างอยู่ในสำนวน

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและภาคประชาชนต้องการกดดันให้ กกต.มีมติให้บุคคลที่เกี่ยวข้องนำส่งศาลทั้งหมดนั้น นายณรงค์ย้ำว่า กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานโดยไม่ได้คิดว่า เป็นการกดดัน เราทำตามหน้าที่ของเรา และจะทำให้ดีที่สุด
ด้าน “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต. กล่าวถึงกระแสสังคมและฝ่ายค้านยังไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต. ในการทำคดีฮั้วว่า การสอบสวนคณะอนุกรรมการที่ 26 เป็นสำนวนตัวตั้ง ที่รวบรวมหลักฐานทั้งหมดไว้ ถ้าพยานเหล่านี้ไม่ได้นำเข้าสู่สำนวน ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เราต้องพิจารณาจากในสำนวน แม้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาด้วย ไม่สามารถนำมาพิจารณาได้ ผู้สื่อข่าวถามถึงความไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ในคดีนี้ของ กกต. เนื่องจากมี กกต. 4 คนที่ถูกเลือกโดย สว.ชุดนี้ อาจถูกครอบงำหรือชี้นำ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ทุกคนมีดุลพินิจ อย่าไปกังวล อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีฮั้ว สว.คืบหน้าไปพอสมควรแล้ว เราพิจารณาไปหลายข้อหา ซึ่งเราตั้งทั้งหมด 7 ข้อหา และไล่ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือเพียงปลีกย่อย และส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง คาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนหน้า

เมื่อถามอีกว่าคาดว่าในปีนี้จะเห็นความชัดเจนผลสรุปของคดีหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า แน่นอน เพราะประธาน กกต. ก็ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้ว อยากจะให้จบภายในเดือน ส.ค. ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลาแล้ว แม้ข้อมูลจะไม่พอ แต่ถ้า กกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่ม ก็เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ “พรรค ภท.” นอกจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ประกาศฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ด้าน “นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. แถลงถึงกรณีกลุ่มไอลอว์ ยื่นเรื่องให้วิปฝ่ายค้าน ตรวจสอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พร้อมด้วยรัฐมนตรี สส.พรรค ภท. 9 คน กรณีมีพฤติกรรมทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ว่า สิ่งที่กลุ่มไอลอว์โดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยื่นเรื่องให้กับ สส.พรรค ปชน. สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการที่เชื่อมโยง และเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ทั้งนี้ก่อนหน้าจะมีการเลือก สว. กลุ่มไอลอว์ คณะก้าวหน้า ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ พรรคประชาชน (ปชน.) หรือก่อนหน้านั้นเป็นพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ล้วนเป็นกลุ่มที่ร่วมมือกันรณรงค์ให้ส่งบุคคลลงสมัครเป็น สว. คล้ายกับคอหอยกับลูกกระเดือก ใช้แคมเปญ สว.ประชาชน สว.สีส้ม แต่เมื่อกระบวนการที่ทำร่วมกันไม่สำเร็จ กลับกล่าวหา สว.สีน้ำเงิน และกล่าวหาพรรค ภท.

“กระบวนการที่พวกเขาทำ ทำให้ผลเลือกได้ สว.เข้ามาบางส่วน และมี สว.สำรองอยู่บางส่วน ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ไอลอว์ และพรรค ปชน.ดำเนินการนั้น เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน การยื่นเรื่องมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นความร่วมมือยื่นเรื่อง รับเรื่อง เพื่อให้กรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาตรวจสอบ ขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำที่ใช้ กมธ.ของสภา เป็นเครื่องมือทางการเมือง และอย่าทำ ทั้งนี้วัยวุฒิอาจไม่เท่าคุณวุฒิ อย่าเพลินกับการใช้อำนาจ กมธ. จนสภาเสียหาย ซึ่ง กมธ.ไม่ใช่ของพรรคใด แต่เป็นของทุกคน ขอให้ให้เกียรติ กมธ.ทุกคนด้วย” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า กรณีฮั้ว สว. ขณะนี้เป็นขั้นตอนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ ไอลอว์และพรรค ปชน. บอกว่าเป็นผู้ที่เคารพกฎหมาย ต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่กล่าวหานายอนุทิน หรือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ว่ามีพฤติกรรมทุจริตเกี่ยวกับการฮั้ว สว. อย่างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้พรรค ภท.เสียหาย ขอใช้สิทธิฟ้องดำเนินคดี ข้อกล่าวอ้างที่อ้างขึ้นมาลอยๆ อ้างเรื่องของการสืบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เป็นข้ออ้างที่ไม่มีพยานหลักฐานอะไรสนับสนุนเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดําเนินการไปในวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา บุคคลทั้งหมดจะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ
ต้องยอมรับ การออกมาตอบโต้ของทีมกฎหมายพรรค ภท. นอกจากจะใช้กฎหมายมาดำเนินคดีกับ ผู้อำนวยการไอลอว์ หลังกล่าวว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เกี่ยวข้องกับ “คดีฮั้ว สว.” ยังเปิดสัมพันธ์ลึกของเครือข่ายพรรคส้ม กับกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง และเคยสร้างเครือข่าย เพื่อหวังช่วงชิงเก้าอี้ สว. เช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านั้น “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับเรื่องจาก กลุ่มไอลอว์ เพื่อให้ตรวจสอบนักการเมืองสังกัดพรรค ภท. หลังจากที่มีพยานและข้อมูลพบว่ามีส่วนร่วมในขบวนการเชื่อได้ว่าทำให้การเลือก สว.ไม่สุจริต โดยนายยิ่งชีพ กล่าวว่า มีพยานรู้เห็นว่านักการเมืองสังกัดพรรค ภท. จึงขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบว่าข้อมูลเป็นจริงและรู้เห็นเกี่ยวกับการทุจริตเลือก สว.หรือไม่ โดยมีการเปิดชื่อนักการเมืองพรรค ภท.
ขณะที่ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ดูเหมือนจะจัดภารกิจให้หัวหน้ารัฐบาลได้มีโอกาสสื่อสารกับฝ่ายต่างๆ ตลอด เหมือนต้องการชิงพื้นที่สื่อ ไม่ให้มีข่าวลบของฝ่ายบริหารมากลบเรื่องที่เป็นผลงานของรัฐบาล โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ได้เดินทางไปที่ห้องสัมมนาลอยฟ้า ฮอลล์ 1 สวนนงนุชพัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อเป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย “การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี” โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า จะเห็นว่าเวลาที่ท่านไปดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย จับกุมสแกมเมอร์ ทำลายบ่อนการพนัน ไม่เคยมีใครได้รับโทรศัพท์ลึกลับ ไม่เคยมีใครถูกถามว่ารู้ไหมว่า คนที่ท่านจับอยู่เป็นใคร เพราะรัฐบาลให้ความเชื่อมั่น และให้การสนับสนุน ถ้าภาษาวัยรุ่นอย่างพวกเราคือสุดซอยกับพวกที่กระทำผิดกฎหมาย ถ้าอยู่ในพื้นที่ดูแลแล้วทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่เอามือลูบหัว ต้องถือว่าเขาเอาเท้าลูบหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมได้เป็นอันขาด พวกผิดกฎหมายต้องเกรงกลัว ไม่ทำสิ่งเหล่านั้น นี่คือวิธีการทำงานของรัฐบาลนี้

นายกฯ กล่าวต่อว่า จ.ชลบุรี เป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองเศรษฐกิจเงินสะพัด รัฐบาลพร้อมอย่างเต็มที่ แล้วสนุกด้วย ที่จะเห็นท่านไปทำการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับประชาชนจัดเต็มสุดซอย สำหรับคนที่ทำลายประเทศชาติ คนที่ไม่เคารพกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่เคารพกฎหมาย ในยุคที่พวกท่านถือกฎหมาย วันนี้เรามีสัญญาลูกผู้ชายต่อกัน ทุกท่านที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ถือกฎหมายทุกคน มีหน้าที่ที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล สโลแกนที่เราตกลงกันไว้มีความชัดเจน ในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ก็คือจัดเต็มและสุดซอยกับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย
“ให้คำยืนยันกับท่านได้เลยว่าที่ผมพูด ไม่ได้บอกว่าท่านต้องทำอย่างนั้น อย่ากลัวคนนั้น อย่ากลัวคนนี้ ไม่ได้พูดให้ท่านทำอย่างเดียว จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในอำนาจที่ผมมี ต้องไม่มีใครที่จะมาทำให้ผมเปลี่ยนใจ หรือยอมที่จะให้กับการกระทำอันเลวร้ายนี้เกิดขึ้น ในขณะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลได้เด็ดขาด ไม่มีวันยอม คนที่รู้จักผมดีมีบางคนบอกว่าสามารถโทรศัพท์บอกพี่หนูได้ โอ้ยพี่หนู เดี๋ยวผมโทรฯ คุยได้ ไม่มีครับ เข้าสู่การรับบริการรับฝากหัวใจ ไม่ว่าจะสนิทขนาดไหน พวกท่านเราต้องกล้าพูด
และผมกล้า ท่านก็ต้องกล้าเหมือนกัน ใครโทรฯ มา พี่อย่าพูดดีกว่า ถ้าจะคบกัน ถ้าพูดต่อก็เลิกคบกัน ไม่เป็นอะไร พี่แก่แล้วอยู่ได้ เราต้องมีข้อความ ทำให้เขาเห็นว่า ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนมีน้ำใจ คนที่มีเพื่อน มีฝูง แต่มันมีเส้นอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเรามีหน้าที่ เราต้องไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้มาทำร้ายบ้านเมืองและเกิดขึ้นในขณะที่พี่เป็น ผบช.ภ. 2 และเกิดขึ้นในขณะที่เป็น ผวจ.ชลบุรี และเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย มันติดตัวเปื้อนเป็นขี้เถ้าไปด้วย จนถึงวันลอยอังคาร บ้านเมืองมันฉิบหาย เพราะตรงนี้ไม่ไหวนะ เป็นตราบาปที่เกิดจากการกระทำผิดพลาด” นายกฯ กล่าว

ขณะที่ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสดราม่าจากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ร้องเพลง “เถียนมีมี่” ในระหว่างงานเลี้ยงรับรอง ที่รัฐบาลจีนจัดขึ้นว่า เรื่องเพลงควรอยู่เหนือการเมือง ไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง สำหรับการเยือนจีนของนายกฯ ถือว่าประสบความสำเร็จ ขณะที่เรื่องร้องเพลงไม่ควรเป็นประเด็นทางการเมือง หากเพลงมีปัญหา วงดนตรีของจีนก็คงไม่เล่นเพลงนี้
อย่าทำให้เป็นเรื่องทางการเมืองเลย เพราะไปบดบังความสำเร็จของการเยือน และผลประโยชน์ของไทย ที่จะได้รับจากการเยือน เมื่อถามว่าฝ่ายจีนเป็นผู้เชิญให้นายกฯ ร้องเพลงนี้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ฝ่ายจีนทราบว่า นายกฯ ชอบร้องเพลง แม้แต่คนจีนก็ยังชอบร้องเพลงนี้ บางครั้งเราก็ต้องใช้ดนตรีมาเป็นสื่อที่ทำให้ลดความขัดแย้ง และสร้างความสามัคคี ขอย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาทางการเมือง ไม่ได้ร้องเพลงนี้เพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
นั่นหมายความว่า รัฐบาลไม่ยอมเป็นฝ่ายรับเพียงอย่างเดียว พร้อมตอบโต้ในประเด็นที่เป็นมุมลบ และกระทบกับฝ่ายบริหาร เพื่อไม่ให้กระแสไหลเข้าทางฝ่ายค้าน ที่หวังสร้างกระแสเพื่อนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ทีมข่าวการเมือง



